8 ยาสามัญประจำบ้านที่ควรมีติดไว้

8 ยาสามัญประจำบ้านที่ควรมีติดไว้

ยาสามัญประจำบ้านเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งที่ผมเห็นจนชินตาตั้งแต่สมัยเด็ก แต่ปัจจุบันแทบไม่มีให้เห็นแล้ว บางคนยังมียาติดบ้านอยู่บ้างแต่เหลือน้อยชนิดลง อาจเพราะร้านสะดวกซื้ออยู่ใกล้ที่พักเลยคิดว่าจะใช้ค่อยลงไปซื้อ แต่อย่าลืมว่าอุบัติเหตุมักเกิดขึ้นอย่างกระทันหันและไม่ทันตั้งตัวเสมอนะครับ ผมว่ายาสามัญประจำบ้านเนี่ยยังไงก็ควรต้องมีติดไว้ “มีแต่ไม่ใช้ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี” ประโยคนี้ยังใช้ได้เสมอครับ

  1. ยาบรรเทาปวด ลดไข้ถือเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ผมเชื่อว่าทุกคนรู้จักและมีติดตัวกันแน่นอน ทำงานหนักปวดตา ปวดหัว ฝนตกเปียกไข้ขึ้น ก็ต้องหยิบยากลุ่มนี้มากิน อีกทั้งยาบางชนิดยังมีขายที่ร้านสะดวกซื้อชั้นนำจึงทำให้หาซื้อได้ง่าย โดยยาบรรเทาปวด ลดไข้ มีหลายชนิดครับ เช่น พาราเซตามอล แอสไพริน พลาสเตอร์บรรเทาอาการปวด เป็นต้น

  2. ยาแก้ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นกลุ่มยาที่สำคัญเช่นกันครับ เพราะไลฟ์สไตล์คนสมัยนี้กินอาหารไม่เป็นเวลา ข้าวเที่ยงกินบ่ายสอง ข้าวเย็นกินสี่ทุ่มงี้ ประกอบกับความเครียดสะสมจากการทำงานอีก จึงไม่แปลกเลยที่หลายคนมักจะมีอาการปวดท้อง ท้องอืด หรือท้องเสียอยู่บ่อย ๆ ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น ยาธาตุน้ำแดง ยาธาตุน้ำขาว ยาขับลม ยาเม็ดลดกรด อะลูมินา-แมกนีเซีย เป็นต้น

  3. ยาแก้ไอ ขับเสมหะ อาการไอ มีเสมหะและน้ำมูก เป็นอาการป่วยอีกชนิดหนึ่งที่เป็นกันบ่อยครับ บางคนอากาศเปลี่ยนนิดหน่อย โดนฝนนิดหน่อยก็ไอแล้ว ยิ่งช่วงนี้ฝนตกไม่เป็นเวลา อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยด้วย ยาแก้ไอจึงเป็นยาอีกชนิดหนึ่งที่ผมว่าขาดไม่ได้และควรมีติดบ้านไว้ โดยยาแก้ไอ และยาขับเสมหะมีหลายชนิดเลยครับ เช่น ยาแก้ไอน้ำดำ ยาแก้ไอสำหรับเด็ก เป็นต้น

  4. ยาระบายเป็นยาที่ใช้สำหรับรักษาอาการท้องผูกครับ มีวิธีการใช้หลายรูปแบบ ทั้งแบบยาน้ำและยาเม็ดใช้รับประทาน หรือยาแบบเหน็บก็มีเช่นกัน ตัวอย่างยาในกลุ่มยาระบาย เช่น ยาระบายกลีเซอรีนชนิดเหน็บทวารหนักสำหรับเด็กหรือสำหรับผู้ใหญ่ ยาระบายมะขามแขก หรือยาระบายแมกนีเซีย เป็นต้น

  5. ยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก ยากลุ่มนี้เป็นพิเศษและอยากให้ทุกคนให้ความสำคัญอย่างยิ่งเลยครับ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการแพ้อยู่แล้วจำเป็นต้องมียาแก้แพ้ติดบ้านนะ เพราะอาการแพ้ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจแค่ขึ้นผื่นคัน แต่บางคนอาจถึงขั้นหายใจไม่ออกหรือช็อคได้เลยนะครับ แล้วจะยิ่งอันตรายถ้าเราไม่รู้ว่าตัวเองแพ้อะไรบ้าง การมียาติดบ้านไว้จึงอุ่นใจกว่าเยอะ โดยตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ก็คือ ยาแก้แพ้ ลดน้ำมูกคลอร์เฟนิรามีน

  6. ยาดมหรือแอมโมเนียถือเป็นยาสามัญประจำบ้านเช่นเดียวกับยาชนิดอื่น ๆ ครับ ยิ่งบ้านไหนมีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ด้วยยิ่งควรมีเลย เพราะคนแก่มักมีอาการเวียนหัว หน้ามืด ตาลายเป็นประจำ หากเรามียาดมหรือแอมโมเนียติดบ้านไว้จะได้แก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที โดยยาดมหรือยาแก้วิงเวียนมีหลายชนิดเลยครับ เช่น ยาดมแก้คัดจมูก เหล้าแอมโมเนียหอม ขี้ผึ้งทาแก้คัดจมูก เป็นต้น

  7. ยาแก้เมารถ เมาเรือ อาการเมารถ เมาเรือ เป็นอาการที่ไม่มีใครอยากเป็นแน่ ๆ ครับ เพราะมันทรมานมาก ยิ่งถ้าเราจำเป็นต้องเดินทางไกลแล้วมีอาการเมารถหรือเมาเรือตั้งแต่เพิ่งเริ่มออกเดินทางแต่ไม่มียาติดตัวไปด้วยล่ะก็ การที่ต้องทนมึนหัว เวียนหัว อยากอาเจียรตลอดเส้นทางเป็นอะไรที่ไม่สนุกแน่ ตัวอย่างยาแก้เมารถ เมาเรือที่ควรมีติดบ้านไว้ก็อย่างเช่น ยาแก้เมารถเมาเรือ ไดเมนไฮดริเนท

  8. ยาสำหรับโรคปากและลำคอ โรคที่เกิดบริเวณปากและลำคอนั้นถือเป็นอาการป่วยที่พบได้บ่อยเลยครับ ถ้ายังนึกไม่ออกก็อย่างร้อนใน ปวดฟัน เจ็บคอไงครับ เป็นอาการป่วยที่เกิดกับทุกช่วงวัย ถึงแม้อาการบางอย่างจะไม่ได้รุนแรงนัก แต่บางอาการก็ทั้งทรมานและเจ็บปวดจริง ๆ ดังนั้นการมียาสำหรับรักษาอาการเหล่านี้ติดบ้านไว้ผมว่าอุ่นใจกว่า ซึ่งยาสำหรับโรคปากและลำคอมีหลายชนิด เช่น ยาอมบรรเทาอาการระคายคอ ยาแก้ปวดฟัน เป็นต้น

 

การซื้อยานั้นผมไม่แนะนำให้ซื้อยากินเองหรือไปซื้อกับร้านยาที่ไม่ได้มาตรฐานนะครับ ควรไปซื้อกับร้านขายยาที่มีเภสัชกรประจำร้านดีกว่า เราจะได้สอบถามข้อมูลและได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องจากเภสัชกรโดยตรง อย่าลืมหายาเหล่านี้มาเก็บไว้ที่บ้านด้วยนะครับ เพื่อความปลอดภัยของทั้งตัวเราเองและคนที่เรารัก

4 แบบ ที่นอน ชวนหลับสบายฝันดี

4 แบบ ที่นอน ชวนหลับสบายฝันดี

เพราะการนอนคือช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่ดีที่สุด ดังนั้นเราควรมีสิ่งซัพพอร์ตที่ช่วยให้เราได้หลับสบายฝันดีอย่าง ที่นอนหรือฟูก เพราะถ้าเราเลือกที่นอนไม่ดี นอกจากจะนอนไม่สบายตัวแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพทำให้ปวดเมื่อยหลังอีกด้วย เรามาลองดูกันว่าเดี๋ยวนี้ ที่นอนมีให้เลือกกี่แบบ แล้วแต่ละแบบเป็นยังไง

ที่นอนแบบยางพารา

เวลานอนให้ความรู้สึกว่า ที่นอนไม่แข็งหรือไม่นุ่มจนเกินไป นอนแล้วไม่ยุบตัว รองรับสรีระของเราได้อย่างดี พอตื่นนอนจะทำให้ไม่รู้สึกปวดเมื่อย และมีความคงทนแข็งแรงอยู่ได้เป็นสิบยี่สิบปี ที่สำคัญ เหมาะอย่างมากกับคนที่เป็นภูมิแพ้ เพราะที่นอนแบบยางพาราไม่เก็บฝุ่น ระบายอากาศได้ดีไม่ทำให้อับชื้น แต่มี ข้อด้อย นิดหน่อยตรงที่ มีความหนักมากพอสมควรเลย จนทำให้ยุ่งยากตรงเปลี่ยนผ้าปูหรือขนย้าย และมีราคาค่อนข้างสูง ถ้าเป็นแบบยางพาราแท้ทั้งหมด 100% ขนาด 6 ฟุต และหนาไม่ต่ำกว่า 3 นิ้ว ราคาเกินหลักพันแน่นอน

ที่นอนแบบเมมโมรีโฟม (Memory Foam)

เป็นที่นอน เพื่อสุขภาพ เพราะช่วยลดการกดทับบนกระดูก รวมถึงช่วยลดการปวดคอและหลัง รองรับสรีระได้ดี มีความยวบโอบอุ้มร่างกายของเรา โดยผลิตจากใยสังเคราะห์ที่ไม่ใช่ที่นอนแบบโฟมทั่วๆ ไปนะ เหมาะกับคนมีคู่หรือพลิกตัวบ่อยๆ เพราะว่า เวลาลุกหรือขยับตัวจะ ไม่รู้สึกถึงการสั่นสะเทือน ซึ่งถ้าใครไม่ชอบที่นอนที่นุ่มนิ่มอาจต้องไปเลือกแบบยางพาราแทน แต่ถ้าใครชอบนุ่มๆ ล่ะก็รับรองว่าจะไม่อยากลุกจากที่นอนเลยล่ะ เรื่องราคานี่แพงกว่ายางพาราอีกนะ มี 20,000 บาท อ่ะบอกเลย และอีกอย่างคือ ที่นอนแบบนี้เก็บความร้อนค่อนข้างสูง ทำให้รู้สึกร้อนตอนนอนซึ่งถ้าเป็นหน้าหนาวคงอุ่นกำลังดี

ที่นอนแบบสปริง

ขึ้นชื่อมาแบบนี้แน่นอนว่าต้องเป็น ที่นอนนุ่มเด้งที่สุดในแบบที่เอ่ยๆ มา ยิ่งมีเกลียวมากขึ้นก็จะยิ่งรับน้ำหนักตัวคนนอนได้ดี มีความยืดหยุ่นสูง ไม่สะสมความชื้น ตัวที่นอนมีน้ำหนักเบา ขนย้ายง่าย ซึ่งเป็นที่นอนที่นิยมกันอย่างมาก และมีการจำหน่ายมากที่สุด แต่มีข้อเสีย ที่อายุการใช้งาน ถ้าเลือกสปริงไม่ดีมีราคาถูก จะใช้ได้อย่างมากก็แค่ 5 ปี หลังจากนั้นที่นอนจะยวบทำให้ปวดหลังได้ แต่ถ้าเลือกสปริงดีๆ ก็สามารถอยู่ได้นานเหมือนกัน และเหมาะสำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวไม่เยอะ

ที่นอนแบบใยมะพร้าว

เป็นที่นอนที่ทำมาจากธรรมชาติ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันก็ระบายอากาศได้ดี แต่ก็ควรนำมาตากแดดสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้อับชื้นจนเกิดเป็นเชื้อรา แต่ที่นอนค่อนข้างแข็งเลยล่ะ เหมาะกับคนที่ปวดหลังบ่อยๆ และไม่ชอบนอนแบบที่นอนนิ่มๆ ซึ่งถ้าใช้ไปนานๆ เข้าจนรู้สึกว่าประสิทธิภาพลดลง โดยสังเกตได้จากใยมะพร้าวเริ่มไม่เกาะตัวอัดแน่นกัน มีโผล่ขึ้นมาทิ่มเราตอนนอน แนะนำให้รีบเปลี่ยนทันที

ที่นอนแต่ละแบบที่เอ่ยมา ไม่ได้เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ถ้าใครที่ชอบนอนหงายเป็นประจำ แนะนำให้เลือกที่นอนแบบยางพาราหรือแบบใยมะพร้าว แต่ถ้าใครชอบพลิกตะแคง หรือนอนเป็นคู่ ให้เลือกแบบเมมโมรีโฟม และความจริงเดี๋ยวนี้เค้าก็มีที่นอนแบบผสมกันด้วยนะ อย่างสปริงรวมกับยางพารา เป็นต้น ฉะนั้นแล้วเราควรเลือกตามความเหมาะสมและความชอบ

7 เทคนิคในการแต่งคอนโดที่จะเปลี่ยนคอนโดเก่าๆ

7 เทคนิคง่ายๆ ในการแต่งคอนโดที่จะเปลี่ยนคอนโดเก่าๆ ของคุณ ให้กลายเป็นคอนโดที่น่าอยู่

7 เทคนิคง่ายๆ ในการแต่งคอนโดที่จะเปลี่ยนคอนโดเก่าๆ ของคุณ ให้กลายเป็นคอนโดที่น่าอยู่ ส่วนจะมีเทคนิคอะไรบ้างนั้น เราไปติดตามอ่านกันเลย

เลือกใช้สีโทนอ่อน

ดูเหมือนว่าจะไม่สำคัญแต่จริงๆแล้ว การเลือกใช้โทนสีเป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้ามเลยล่ะ เพราะโทนสีที่กำลังได้รับความนิยมในยุคนี้คือสีโทนอ่อน ไม่เหมือนกับเทรนด์ยุคก่อนที่เน้นสีสันสดใส โดยสีที่ควรเลือกนั้นจะต้องเป็นสีที่ไม่สดใสและไม่ตัดกันจนเข้มเกินไป แต่ถ้าหากจะแต่งคอนโดให้โดนใจสไตล์คนเมืองในยุคนี้ล่ะก็ ผมคงจะแนะนำเป็นโทนสีเทาน่าจะดูเหมาะสมที่สุดหากคุณชอบโทนสีเทานั้นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแต่งคอนโดที่ดี เพราะสีเทาให้ความรู้สึกสบาย ๆ เหมาะสำหรับคนเมืองอย่างเรา ที่เหนื่อยจากการทำงานมาทั้งวัน พอกลับถึงห้องได้สัมผัสห้องสวยๆ ที่รู้สึกสบายก็คงจะรู้สึกดีไม่ใช่น้อย และนอกจากนี้โทนสีเทายังส่งผลให้คุณเสือกเฟอร์นิเจอร์เข้ามาตกแต่งได้ง่ายด้วย เพราะเป็นสีโทนอ่อน ดังนั้นเทคนิคแรกในการตกแต่งคอนโดของคุณก็ควรจะเลือกโทนสีเทาเป็นหลัก

เพิ่มลูกเล่นให้ผนังห้อง

นอกจากการเลือกใช้โทนสีแล้ว การแต่งคอนโดให้เป็นไปตามสไตล์ที่คุณต้องการ จะต้องตกแต่งให้เป็นไปในสไตล์เดียวกันนั่นก็คือ “ฝาผนัง” ดังนั้นเราจึงต้อเพิ่มลูกเล่นให้กับผนังห้อง อย่าให้มันดูโล่งจนเกินไป โดยอาจจะนำเอากรอบรูป หรือวอลล์เปเปอร์ที่ชอบมาติดประดับตกแต่ง สร้างลูกเล่นให้กับผนังของคุณเท่านี้ก็จะทำให้ไม่ดูจืดชืดเกินไปแล้ว หรือถ้าใครชอบศิลปะก็จัดการบรรเลงได้เลย รับรองว่าถูกใจแน่นอน

เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็ก

หากพูดถึงเรื่องของเฟอร์นิเจอร์ก็คงจะถูกใจใครหลายๆ คน เพราะคงเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ในการแต่งคอนโด โดยเฟอร์นิเจอร์ที่แนะนำต้องเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไปและต้องสามารถใช้งานได้หลายหลาย เป็นเพราะว่าคอนโดนั้นมีขนาดไม่กว้างมากนักถ้าเทียบกับบ้าน ดังนั้นการเลือกเฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็กมาตกแต่งคงจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า เหมาะหาพื้นที่ในการจัดวางได้ง่ายและดูไม่รกรุงรังจนเกินไป เช่น ควรจะใช้โซฟาที่มีขนาดพอเหมาะกับตัวห้องนั่นเอง ส่วนสาเหตุที่ต้องเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่งานได้หลากหลายก็เพราะว่าเราจะได้ไม่ต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่มากชิ้นจนเกินไปนั่นเอง ถ้าหากซื้อเฟอร์นิเจอร์มาเยอะก็คงจะไม่ใช่เรื่อง นอกจากจะเปลืองงบประมาณแล้ว ยังทำให้ห้องดูรกอีกด้วย และที่สำคัญคือ อย่าลืมเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะกับโทนสีของห้องด้วยClose Ads

สร้างความโรแมนติกให้กับห้อง

ในการแต่งคอนโดก็ควรจะสร้างความโรแมนติกให้กับของของคุณบ้าง ถ้าหากพูดถึงเรื่องของการสร้างความโรแมนติกในตัวห้องแล้ว สิ่งเดียวที่ผมนึกถึงในตอนนี้ก็คือเรื่องของแสงไฟ ไม่ว่าจะเป็นไฟดวงใหญ่ในห้อง หรือแม้แต่โคมไฟ คุณก็ควรสร้างลูกเล่นให้มัน เช่น เลือกใช้โคมไฟที่มีดีไซน์ที่แปลก แหวกแนว นอกจากจะเป็นตัวช่วยให้ความสว่างกับห้อง ยังเป็นของประดับและสร้างลูกเล่นใหม่ๆ ให้กับห้องได้อีกด้วย ส่วนไฟดวงใหญ่อาจจะใช้ลูกเล่นไฟหรี่แบบปรับสีได้ เช่นปรับเป็นสีขาวธรรมดา ปรับเป็นสีชมพูสร้างความโรแมนติก และปรับเป็นไฟกระพริบสำหรับปาร์ตี้ในยามค่ำคืนของคุณ เรียกได้ว่าข้อนี้เขียนเอาใจหนุ่มๆสายปาร์ตี้สุดๆไปเลย เท่านี้คุณก็สามารถพาเพื่อนๆ มาปาร์ตี้ที่ห้องได้ทุกสัปดาห์แล้วล่ะ

เนรมิตโซนส่วนตัว

ถึงแม้เราจะใช้โซนนี้สำหรับหลับนอนเท่านั้น แต่คุณก็ไม่ควรมองข้ามมันไป เพราะเมื่อเราจะแต่งคอนโดก็ควรจะสร้างลูกเล่นให้กับห้องนอนของเราบ้าง โดยเฉพาะหัวเตียง ถ้าจะให้ตั้งเตียงไว้เฉยๆ ก็ดูจะธรรมดาไป คุณสามารถเพิ่มไอเดียในส่วนของผนังหัวเตียงได้ อาจจะเป็นด้วยวิธีติดวอลเปเปอร์ เพื่อสร้างความสวยงาม หรือจะให้แปลกแหวกแนวไปมากกว่านั้นก็คือ การบิวท์อินเพิ่มเติมขึ้นมาโดยเฉพาะด้วยวัสดุต่างๆ เช่น ไม้ ฟูก หรือกระจก หรือจะเพิ่มพื้นที่การใช้งานด้วยการทำเป็นชั้นวางของไว้สำหรับวางนาฬิกาปลุก กระถางต้นไม้ขนาดเล็ก หรือของตกแต่งต่างๆ ก็นับว่าแนวเลยทีเดียว

Walk In Closet ต้องมา

ขาดไม่ได้เลยสำหรับคนเมืองอย่างเราที่ต้องตื่นเช้าไปทำงานในทุกๆวัน ดังนั้น Walk In Closet จะต้องเป็นอะไรที่ง่าย และแฝงไปด้วยความสวยงาม โดยเทรนด์แต่งคอนโดในโซน Walk In Closet ในปี 2017 ก็คือ Walk In Closet ในโทนสีสว่าง หรืออาจจะเลือกเป็นลายไม้ก็นับว่าเก๋ไปอีกแบบ โดยนอกจากจะมีโซนสำหรับการเก็บเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าต่างๆ แล้ว ก็ควรจะเพิ่มโซนเก็บของเล็กๆ เข้าไปด้วย เช่น ลิ้นชักสำหรับเก็บนาฬิกา ยิ่งถ้าเป็นคนเมืองอย่างเราล่ะก็ จะต้องถูกใจอย่างแน่นอน

สร้างความพิเศษให้กับ Working Spaces

แน่นอนว่าคนเมืองอย่างเรานั้นเวลาเป็นเงินเป็นทอง ดังนั้นการแต่งคอนโดของเราก็ไม่ควรมองข้าม Working Spaces ซึ่งจะเป็นพื้นที่ให้เราได้แบกงานกลับมานั่งเคลียร์ที่ห้อง เพราะว่าบรรยากาศการทำงานนั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้งานเดิน ดังนั้นเราควรจะสร้างบรรยากาศการทำงานไว้ในห้องของเราเช่นกัน โดยการสร้าง Working Spaces ในฝันที่ห้องของตัวเองซะเลย ก็นับว่าน่าสนใจอย่างมากเลยทีเดียว

6 Safety วิธีการลดการสัมผัสเชื้อ

6 Safety วิธีการลดการสัมผัสเชื้อ

6 Safety วิธีการลดการสัมผัสเชื้อ เป็นการป้องกันภายนอก ประกอบไปด้วย

1.เว้นระยะห่างทางสังคม (Social safety) ควรปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ด้วยการอยู่ห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1-2 เมตร

2.หลีกเลี่ยงกิจกรรมเสี่ยง (Activity safety) ช่วงนี้ควรอยู่บ้านลดกิจกรรมเสี่ยงทุกประเภท ทั้งการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงและหลีกเลี่ยงพบปะกับกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ รวมไปถึงเลี่ยงการสัมผัสจุดเสี่ยง เช่น ปุ่มกดลิฟท์ บันไดเลื่อน ใบหน้าตนเอง

3.รับประทานอาหารอย่างปลอดภัย(Food safety) ควรรับประทานอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ อาหารอุ่นร้อน และใช้ภาชนะแยกเฉพาะ แยกสำรับกันรับประทาน เพื่อความปลอดภัย รวมไปถึงเลือกซื้ออาหารจากร้านที่ถูกหลักสุขาภิบาลอาหาร

4.รับประทานผลไม้อย่างถูกวิธี (Fruit safety) ควรปอกเปลือกผลไม้ และล้างให้ถูกวิธีด้วยการเปิดก๊อกน้ำไหลผ่าน เกิน 5 นาที หรือแช่เบคกิ้งโซดา แช่น้ำด่างทับทิม ฆ่าเชื้อโรคก่อนกินหรือปอกเปลือกผลไม้

5.ล้างมือให้ปลอดโรค( Hand safety) เน้นย้ำให้ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่เกิน 20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นอย่างต่ำ 70% ขึ้นไป ควรล้างก่อนและหลังรับประทานอาหาร ก่อนและหลังเข้าบ้าน ก่อนและหลังสัมผัสใบหน้า

6.สวมหน้ากากอนามัยป้องกัน ( Mask safety) ควรสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง หากต้องออกไปพบปะผู้อื่น และไม่ควรเอามือไปสัมผัสหน้ากากอนามัยขณะที่สวมใส่ สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีโรคประจำตัว สามารถใส่หน้ากากผ้าได้ ส่วนผู้ป่วยหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วไปควรสวมหน้ากากอนามัย ถ้าต้องดูแลผู้เสี่ยงป่วยโควิด-19 ควรสวมใส่หน้ากากเอ็น-95 ป้องกัน

________________________

Call Center : 1172
Website : www.cmc.co.th
Instagram : cmc_group
Twitter : CMC Group
Line : https://lin.ee/gC79syS

จัดหิังพระในคอนโด ยังไงให้ถูกหลักฮวงจุ้ย

จัดหิังพระในคอนโด ยังไงให้ถูกหลักฮวงจุ้ย

การจัดวางหิ้งพระตามหลักฮวงจุ้ยนั้นเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสำคัญครับ เพราะฮวงจุ้ยนั้นเป็นเรื่องของตำแหน่งและทิศทางที่จะเสริมโชคลาภบารมีให้ผู้อยู่อาศัย ยิ่งเป็นเรื่องของฮวงจุ้ยหิ้งพระที่มีความศักดิ์สิทธิ์แล้วด้วยยิ่งมองข้ามไม่ได้เลยครับ แต่บางคนอาจมีคำถามว่า แล้วถ้าอยู่คอนโดเราควรจัดวางหิ้งพระยังไงดีถึงจะถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยและดึงพลังงานบวกเข้ามาสู่บ้านของเรา

ความสะอาดมาก่อนอันดับแรก

ประเด็นแรกที่ผมอยากให้ใส่ใจก่อนเรื่องอื่นเลยคือ ความสะอาดครับ เพราะว่าหิ้งพระนั้นเป็นเหมือนพลังงานบวกในห้องของเรา ถ้าปล่อยให้ฝุ่นเกาะ ไม่ทำความสะอาด ชำรุด หรือไม่เปลี่ยนน้ำและดอกไม้บูชาเลย ก็จะทำให้เรื่องดี ๆ ที่ควรจะเข้ามาหาทั้งเจ้าของและตัวห้องนั้นต้องหม่นหมองลงไปนั่นเองครับ ฉะนั้นอย่าลืมหมั่นดูแลความสะอาด เช็ดฝุ่น เปลี่ยนน้ำและดอกไม้บูชาเป็นประจำด้วยนะครับ

ลำดับการจัดวาง

การจัดวางหิ้งพระนั้นมีลำดับการจัดวางอยู่ครับ เพราะตามหลักแล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่ละประเภทนั้นมีระดับไม่เท่ากัน โดยสามารถเรียงลำดับความสูง-ต่ำบนหิ้งได้ตามนี้เลยครับ

  1. พระพุทธรูป ถือเป็นสิ่งที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด ควรวางไว้สูงที่สุดของหิ้งเลยครับ
  2. พระสงฆ์ที่เคารพ ถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์รองลงมา จึงควรวางให้มีความสูงรองลงมาจากพระพุทธรูป
  3. สิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ บางคนอาจมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นที่เคารพบูชาอยู่ด้วยอย่างพระพิฆเนศหรือเจ้าแม่กวนอิม ก็ให้วางต่ำกว่าพระสงฆ์ครับ

ตำแหน่งและทิศทางเป็นเรื่องสำคัญ

ตำแหน่งการวางหิ้งพระในคอนโดที่เหมาะที่สุดนั้นควรเป็นจุดที่โปร่งโล่ง สงบ ไม่พลุกพล่าน แต่เนื่องจากคอนโดนั้นพื้นที่น้อยกว่าบ้าน ทำให้ห้องรับแขกดูจะดีที่สุดในการวางหิ้งพระ บางคนอาจวางหิ้งพระไว้บนหลังตู้ก็ได้เหมือนกัน แต่ควรดูให้หิ้งพระนั้นอยู่สูงกว่าศีรษะด้วยนะครับ และควรหันหน้าหิ้งพระไปทางประตูหน้าจะเหมาะสมที่สุด ส่วนเรื่องทิศนั้น เราควรให้หิ้งพระอยู่ทางทิศเหนือ ทิศตะวันออก ทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะดีที่สุดครับ ส่วนทิศใต้กับทิศตะวันตกถ้าเลี่ยงได้เลี่ยงเลยครับ เพราะถือว่าไม่เป็นมงคล ทางฮวงจุ้ยถือว่าอาจนำพาพลังงานลบมาให้เจ้าของห้องอีกต่างหากครับ

ตรงไหนที่ควรเลี่ยง

รู้ตำแหน่งและทิศที่เหมาะสมสำหรับการวางหิ้งพระในคอนโดตามหลักฮวงจุ้ยกันไปแล้ว ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าครับว่า มันมีพื้นที่บางจุดที่ไม่ควรติดตั้งหิ้งพระเลยครับ เพราะเป็นจุดที่ไม่เหมาะสมและไม่เป็นมงคลต่อผู้อยู่อาศัยได้ จะได้หลีกเลี่ยงถูก

-ผนังห้องน้ำ อย่างที่รู้กันครับว่าห้องน้ำเป็นพื้นที่ชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย แถมห้องน้ำยังเป็นธาตุน้ำตามหลักฮวงจุ้ยอีกด้วย ส่วนหิ้งพระเป็นวัตถุมงคลนำพาความเจริญและเรื่องดี ๆ เปรียบเหมือนธาตุไฟ จึงไม่ควรวางหิ้งพระไว้บนผนังห้องน้ำด้วยประการทั้งปวงครับ

– เหนือประตู ตามหลักแล้วเราไม่ควรวางสิ่งของไว้เหนือประตูอยู่แล้วครับตามหลักความปลอดภัย ส่วนในด้านความเชื่อ ประตูนั้นเป็นพื้นที่พลุกพล่านและไม่สงบครับเพราคนเดินผ่านเข้าออกตลอด ยิ่งประตูหน้าห้องยิ่งใช้บ่อยที่สุดเลย ดังนั้นเราจึงไม่ควรติดตั้งหิ้งพระไว้เหนือประตูครับ

– ทิศปลายเท้า ตามหลักฮวงจุ้ยและความเชื่อของคนไทยแล้ว ปลายเท้าถือเป็นของต่ำครับ การนำพระพุทธรูป วัตถุมงคล หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปวางไว้ทิศปลายเท้าอย่างปลายเตียงนอนจึงไม่ควรอย่างมากเลยครับ

– ห้องนอน หลายคนอาจวางหิ้งพระไว้ในห้องนอน ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ควรนะครับ เพราะห้องนอนเป็นพื้นที่พักผ่อนของเรา ดังนั้นเราอาจมีกิจวัตรส่วนตัวที่ไม่ควรทำต่อหน้าหิ้งพระ เช่น เปลี่ยนเสื้อผ้า ถอดเสื้อนอน เป็นต้น พฤติกรรมเหล่านี้ถือว่าไม่เป็นมงคลครับ แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ควรหาฉากมากั้นไว้ครับ

– มุมอับคับแคบ ตามหลักฮวงจุ้ยแล้วหิ้งพระนั้นควรอยู่ในพื้นที่เปิดโล่งเพื่อทำให้พลังงานหมุนเวียนในห้องนั้นมีแต่พลังงานบวกครับ การไปวางหิ้งพระไว้ในซอกหลืบหรือพื้นที่แคบ ๆ นั้นเหมือนการเอาแหล่งพลังงานบวกไปซ่อน ทำให้โชคลาภและเรื่องดี ๆ ไม่เข้ามาหาผู้อยู่อาศัยนั่นเองครับ

4 เหตุผล ที่คุณอาจเปลี่ยนใจจากบ้านเดี่ยวไปทาวน์โฮม

4 เหตุผล ที่คุณอาจเปลี่ยนใจจากบ้านเดี่ยวไปทาวน์โฮม

เพราะทุกคนมีบ้านในฝันที่ต่างกันตามไลฟ์สไตล์…ในยุคนี้สำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากมีบ้านเป็นของตัวเองสักหลัง แน่นอนว่านอกจากจะต้องดูเรื่องงบประมาณและทำเลที่อำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตแล้ว ส่วนสำคัญที่ทำให้ภาพของบ้านในฝันนั้นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นก็คือความเป็นส่วนตัว รวมถึงพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคนี้เป็นยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง คนรุ่นใหม่อาจจะต้องทำงานจากบ้านมากขึ้นในแต่ละสัปดาห์ ดังนั้นบ้านควรอยู่สบาย มีหลากหลายฟังก์ชั่น ไม่ทำให้รู้สึกอึดอัด และในขณะเดียวกันก็ยังสามารถหาความเป็นส่วนตัวได้เมื่อต้องการสมาธิในการทำงาน แต่เมื่อต้องออกไปไปทำงาน บ้านนั้นก็ควรอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวกทั้งโดยรถส่วนตัวและรถโดยสารสาธารณะ
สำหรับใครที่มีงบประมาณในใจ แต่ยังลังเลว่าจะเลือกทางไหนระหว่างบ้านเดี่ยวกับทาวน์โฮม…วันนี้เรามี 4 โจทย์หลักพร้อมเหตุผลดีๆในการเลือกบ้านในฝันให้ตรงใจที่สุดมาฝากกัน

1. ทำเลที่ใกล้เมืองมากกว่า : ถ้าใครมีบ้านในฝันเป็นบ้านเดี่ยว แต่มีงบประมาณไม่มาก อาจจะต้องเลือกบ้านเดี่ยวที่อยู่ชานเมืองและห่างจากระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งอาจทำให้ต้องบวกเวลาเดินทางเพิ่ม แต่ด้วยงบประมาณเดียวกัน หากเลือกทาวน์โฮมที่มีพื้นที่ใช้สอยพอๆกับบ้านเดี่ยวสักหลังที่ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ มีทางเข้า-ออกหลายทาง ใกล้แนวรถไฟฟ้า ใกล้เมืองกว่า ก็น่าจะคล่องตัวกว่าไม่น้อย

2. ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ยืดหยุ่น: จริงอยู่ที่บ้านเดี่ยวมีพื้นที่สีเขียวมากกว่า แต่อย่าลืมว่าสมัยนี้พื้นที่สีเขียวก็สร้างในบ้านได้เพราะไม้ในร่มกำลังได้รับความนิยม แถมยังดูแลง่ายกว่า เหมาะกับคนเวลาน้อยและเร่งรีบ สิ่งสำคัญกว่าที่ต้องคำนึงถึงก็คือพื้นที่ต่างๆภายในบ้าน และความเป็นส่วนตัว เพราะนอกจากฟังก์ชั่นที่อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันแล้ว หากวันไหนที่ต้องทำงานจากบ้าน ทุกคนก็ย่อมต้องการพื้นที่ส่วนตัวเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานที่สุด จะดีแค่ไหนหากบ้านที่เลือกมีพื้นที่ที่สามารถออกแบบการใช้งานได้เอง เผื่อวันไหนอยากจะเปลี่ยนมาเป็นนายตัวเอง ก็ยังปรับพื้นที่ในบ้านมาเป็นโฮมออฟฟิศหรือต่อเติมเพิ่มได้อีก

3. ดีไซน์ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ : แบบบ้านที่ดีไซน์โมเดิร์น เรียบเท่ แต่แฝงความหรูหราในทุกรายละเอียดการตกแต่งตั้งแต่ภายนอกจนถึงภายใน แต่หลายคนมักลืมไปว่าบ้านเดี่ยวบางโครงการที่งบประมาณถึง ก็อาจจะมีพื้นที่กว้างเกินไปที่จะอำนวยต่อการเปิดทัศนียภาพ ทำให้ไม่มีการฝังสายไฟฟ้าลงดิน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเสาไฟฟ้าทำให้ความสวยงามของหน้าบ้านในฝันนั้นลดลงไปได้มากทีเดียว แต่หากเลือกเป็นโครงการทาวน์โฮมที่มีขนาดพื้นที่โครงการย่อมลงมา การฝังเสาไฟฟ้าอาจทำได้สะดวกกว่า สร้างภูมิทัศน์ที่สบายตากว่า

4. อยู่สบายไม่อึดอัด : บางคนอาจกังวลว่าทาวน์โฮม 2 หรือ 3 ชั้นนั้นอยู่ไม่สบายเท่าบ้านเดี่ยว เพราะพื้นที่เล็กกว่า บ้านติดกับเพื่อนบ้านมากกว่า แต่ทราบหรือไม่ว่าทาวน์โฮมสมัยใหม่นิยมสร้างเป็น 3 ชั้นครึ่ง นอกจากจะมีหน้ากว้างขึ้นแล้ว ยังมีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าบ้านเดี่ยว แถมยังมีเพดานสูง เพิ่มความโปร่งโล่ง อยู่สบายไม่อึดอัด และยังมีพื้นที่เอนกประสงค์อีกครึ่งชั้นให้ออกแบบการใช้งานได้เองตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นโฮมออฟฟิศ ห้อนนอนแขก หรือห้องพระ

ด้วย 4 เหตุผลนี้ บางคนอาจจะอยากเปลี่ยนใจจากบ้านเดี่ยวมาเป็นทาวน์โฮมดูบ้าง เราก็มีทาวน์โฮมที่ตอบทุกโจทย์มาแนะนำ…KASA DEVA สาทร-วงแหวน ทาวน์โฮม 3 ชั้นครึ่งดีไซน์โมเดิร์นที่ดีที่สุด บนทำเลศักยภาพ จากสถานีรถไฟฟ้าวุฒากาศเพียง 5 นาที ใกล้ย่านธุรกิจใจกลางเมืองอย่างสาทร และวงแหวนเชื่อมต่อเมือง พร้อมทางเข้าออกหลายทาง นอกจากนั้นคุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของ KASA DEVA เห็นจะเป็นพื้นที่ใช้สอยที่มากกว่าบ้านเดี่ยว มีการออกแบบพื้นที่ใช้สอยอย่างลงตัว เพิ่มความโปร่งสบายด้วยดีไซน์แบบ double space floor ที่ยังเหลือพื้นที่อีกครึ่งชั้นให้เจ้าของบ้านออกแบบได้ตามความต้องการใช้งาน หากวันหนึ่งอยากเปลี่ยนเป็นเจ้าของกิจการ ก็สามารถเปลี่ยนพื้นที่ในบ้านให้กลายเป็นโฮมออฟฟิศ พร้อมห้องประชุมที่ชั้นลอย หรือถ้าวันหนึ่งมีผู้อยู่อาศัยเพิ่ม ก็สามารถปรับพื้นที่ชั้นลอยให้เป็นห้องนอนได้เช่นเดียวกัน ในส่วนของลานหลังบ้าน ก็มีการเสริมเสาเข็มเพื่อรองรับการต่อเติมด้วย นอกจากนั้นทางโครงการยังฝังสายไฟฟ้าลงดิน สร้างภูมิทัศน์ที่สบายตา เพิ่มความสวยงามให้ดีไซน์ภายนอกของบ้านยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าคุ้มค่าทุกตารางเมตรตั้งแต่หน้าบ้านจนถึงหลังบ้านเลยทีเดียว จองวันนี้เพียง 2,500 บาท ฟรีแอร์ 3 ตัว ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 062-079-8844 หรือลงทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/39a1PnP

เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด
_________________________
ติดตามช่องทางอื่นของ CMC Group ได้ที่
Call Center : 1172
Website : www.cmc.co.th
Instagram : cmc_group
Twitter : CMC Group
Line : https://lin.ee/gC79syS

CMC ทำพิธีเทปูนปิดงานโครงสร้างอาคาร เดอะ คิวเว่ ติวานนท์

CMC ทำพิธีเทปูนปิดงานโครงสร้างอาคาร เดอะ คิวเว่ ติวานนท์ (The Cuvee Tiwanon) พร้อมให้คุณสัมผัสประสบการณ์ระดับ Luxury ภายในปี 2563

นายแพทย์วิเชียร แพทยานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) CMC ผู้นำด้านพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (คนกลาง) และนายแพทย์เชิดศักดิ์ อัมพรสุขสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสงฟ้าก่อสร้าง จำกัด ผู้นำธุรกิจก่อสร้างด้านอาคารสูง สองนายแพทย์ผู้หันหลังให้กับวิชาชีพด้านการแพทย์ที่เคยร่ำเรียนเพื่อมาบริหารกิจการของครอบครัว จนปัจจุบันบริษัทที่ทั้งสองท่านบริหารมีความแข็งแกร่งและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้เป็นพัน ๆ ล้าน จนกลายเป็น Big Player ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย และในปีนี้ผู้บริหารทั้งสองท่านได้มาร่วมมือกันสร้างปรากฏการณ์
ครั้งใหม่ กับโครงการเดอะ คิวเว่ ติวานนท์ (The Cuvee Tiwanon) คอนโดระดับ Luxury บนทำเลศักยภาพติด MRT สถานีแยกติวานนท์ อีกระดับของความสะดวกสบายสไตล์โรงแรมหรู ที่จะแล้วเสร็จภายใน
ปี 2563 นี้ และเพื่อเป็นการตอกย้ำความแข็งแกร่งของโครงการ High Rise ภายใต้การบริหารของ
บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) CMC จึงได้จัดทำพิธีเทปูนปิดงานโครงสร้างอาคาร เดอะ คิวเว่ ติวานนท์ (The Cuvee Tiwanon) เมื่อเร็ว ๆ นี้

โครงการ CYBIQ รามคำแหง ใส่ใจชุมชน จัดทำความสะอาดครั้งใหญ่ เติมเต็มกำลังใจ สู้ COVID-19 ไปด้วยกัน

โครงการ CYBIQ รามคำแหง ใส่ใจชุมชน จัดทำความสะอาดครั้งใหญ่ เติมเต็มกำลังใจ สู้ COVID-19 ไปด้วยกัน

โครงการ CYBIQ รามคำแหง โดยบริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) ร่วมพลังกับ สำนักงานเขตบางกะปิ ลงพื้นที่จัด Big Cleaning Day ทำความสะอาดครั้งใหญ่ เพื่อมอบความห่วงใยและเติมเต็มกำลังใจให้กับชุมชนรอบข้างโครงการซอยรามคำแหง 24 แยก 14 และบริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้มีความพร้อมสู้ COVID-19 ไปด้วยกัน ♥

CYBIQ พระราม 9 – รามคำแหง 24 คอนโดใหม่ครบครันทุกฟังก์ชัน บนทำเลใจกลางรามคำแหง ใกล้สถานการศึกษา ศูนย์กลางธุรกิจ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ พร้อมให้คุณเปิดประสบการณ์ที่แตกต่างกับการใช้ชีวิตแบบ X-Dimension of Living  X-Dimension of Living แล้วที่  https://www.cmc.co.th/ไซน์บิค/  เริ่มเพียง 1.99 ล้านบาท*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

CMC ส่งต่อความสุขให้เด็ก ๆ กับครูเชาว์ ที่ ศูนย์สร้างโอกาสเด็กสะพานพระราม 8

CMC ส่งต่อความสุขให้เด็ก ๆ กับครูเชาว์ ที่ ศูนย์สร้างโอกาสเด็กสะพานพระราม 8

บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) CMC แบ่งปันความรัก ส่งต่อความสุข ภายใต้โครงการ CMC Sharing Work Sharing Love โดยมอบน้ำดื่มจำนวน 500 ขวด และป๊อปคอร์น จำนวน 200 กระปุก พร้อมหน้ากากป้องกันไวรัส (Face Shield) ที่ ศูนย์สร้างโอกาสเด็กสะพานพระราม 8 เพื่อเป็นการตอบแทนกลับคืนสู่สังคม พร้อมสู้สถานการณ์โควิค-19 ไปด้วยกัน และได้ร่วมพูดคุยกับ “ครูเชาว์” ครูประจำศูนย์ฯ ซึ่งเปรียบเสมือนฮีโร่ของเด็ก ๆ ทุ่มเททั้งชีวิตและจิตใจให้ความช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสให้ได้มีโอกาสทางการศึกษาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมยังคอยดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และผู้ยากไร้ในชุมชนบริเวณสะพานพระราม 8

          บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) CMC ขอเป็นหนึ่งกำลังใจและขอขอบคุณ “ครูเชาว์” คนสู้ชีวิตโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและอุทิศตนเองเพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง ทุกท่านสามารถแบ่งปันความรัก ส่งต่อความสุข ร่วมกับครูเชาว์ ได้ที่ ศูนย์สร้างโอกาสเด็กสะพานพระราม 8 แค่เป็นผู้ให้…ก็สุขใจ

CMC สร้างสุขจากการให้ มอบโอกาสให้เด็ก ๆ กับโครงการ เหลือ-ขอ ของมูลนิธิบ้านนกขมิ้น

CMC สร้างสุขจากการให้ มอบโอกาสให้เด็ก ๆ กับโครงการ เหลือ-ขอ ของมูลนิธิบ้านนกขมิ้น

บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) CMC แบ่งปันความรัก ส่งต่อความสุข ภายใต้โครงการ CMC Sharing Work Sharing Love สร้างสุขจากการให้กับโครงการ เหลือ-ขอ ของมูลนิธิบ้านนกขมิ้น เพื่อให้พนักงาน CMC และประชาชนทั่วไป ได้มีส่วนร่วมในการแบ่งปันน้ำใจ มอบความสุข มอบโอกาสให้แก่เด็ก ๆ ที่อยู่ในการดูแลของมูลนิธิบ้านนกขมิ้นกว่า 200 ชีวิตและเด็ก ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ตั้งจุดรับบริจาคมีพนักงาน CMC และผู้มีน้ำใจ ได้นำสิ่งของ เสื้อผ้ามือสอง เครื่องใช้ไฟฟ้า มาร่วมบริจาคจนล้นกล่อง โดยเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2563 ทางมูลนิธิบ้านนกขมิ้น ได้เดินทางมารับของบริจาครอบที่ 2 ณ อาคาร CMC Tower ซึ่งทางมูลนิธิบ้านนกขมิ้นจะนำสิ่งของเหล่านี้ นำไปคัดเลือกและซ่อมแซม โดยเปลี่ยนสิ่งของเหลือใช้ให้เป็นทุนการศึกษาให้เด็ก ๆ

ทั้งนี้ บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) CMC ยังเปิดโอกาสให้ทุกท่านได้รวบรวมสิ่งของเพื่อนำมาบริจาคกับโครงการ เหลือ-ขอ ของมูลนิธิบ้านนกขมิ้น ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีกำหนด บริเวณชั้น 2 อาคาร CMC Tower