ฮีโร่พิทักษ์กลิ่นอับในตู้เย็น

ฮีโร่พิทักษ์กลิ่นอับในตู้เย็น

น้ำอุ่น + น้ำยาล้างจาน

ถอดชั้นวางออกมาทำความสะอาดก่อนและนำน้ำอุ่นมาผสมกับน้ำยาล้างจาน แล้วนำมาเช็ดทำความสะอาดภายในตู้เย็นให้ทั่วทุกซอกทุกมุมและใส่่กลับที่เดิม

เบกกิ้งโซดา นำเบกกิ้งโซดา ใส่ในถ้วยเล็กๆ วางไว้ในตู้เย็น

มะนาว  วางไว้ในตู้เย็น ผ่ามะนาวครึ่งลูก วางหงายลงในถ้วย แล้วนำไปแช่ในตู้เย็นทั้งไล่กลิ่นอับ และมีกลิ่นสดชื่นอีกด้วย

กากกาแฟ
กากกาแฟมาใส่ถ้วยแช่ทิ้งไว้ในตู้เย็นประมาณ 2 – 3 วัน เมื่อกลิ่นเหม็น ภายในตู้เย็นจางลงค่อยนำกากกาแฟไปทิ้ง

ถ่านหุงต้ม
นำถ่านก้อนเล็กๆ สัก 2 – 3 ก้อนใส่ภาชนะ แล้ววางไว้ในตู้เย็น ควรเปลี่ยนถ่านใหม่ทุก 1 เดือน

ใบชา
เพียงแค่นำใบชามาใส่ถุงตาข่าย หรือห่อผ่าบางๆ วางไว้ในตู้เย็น และควรหมั่นเปลี่ยนใบชาบ่อยๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขจัดกลิ่น

กระดาษหนังสือพิมพ์
กระดาษหนังสือพิมพ์รองชั้นวางของในตู้เย็นไว้ แล้วพรมน้ำเล็กน้อย แต่ต้องหมั่นเปลี่ยนทุก 2 วัน จะช่วยให้เห็นผลดีขึ้น 

___________________________________

หากสนใจทำเลดีราคาโดนพร้อมเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาเรื่องคอนโดติดต่อได้ที
Account Advisor : 1172
Website : www.cmc.co.th
Instagram : cmc_group
Twitter : CMC Group
Line : https://lin.ee/gC79syS

วิธีดูแลพื้นไม้ลามิเนต ให้สวยเหมือนใหม่ใช้งานได้ยาวนาน

วิธีดูแลพื้นไม้ลามิเนต ให้สวยเหมือนใหม่ใช้งานได้ยาวนาน

พรมเช็ดเท้าช่วยได้เยอะ
เนื่องจากพื้นผิวของพื้นไม้ลามิเนตนั้นเคลือบสารเพิ่มความแข็งแรงและป้องกันรอยขีดข่วนไว้ แต่เจ้าสารพวกนี้มันเคลือบได้แต่ผิวหน้า แล้วก็มีอายุการใช้งานของมันอยู่ ถ้าเศษฝุ่นเศษดินทรายขูดขีดพื้นผิวพื้นไม้ลามิเนตเยอะ ๆ หรือหลุดร่วงลงไปตามร่องไม้ ก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดความเสียหายได้ การวางพรมเช็ดเท้าไว้ที่ทางเข้าห้องจึงเป็นจุดดักจับฝุ่นและเศษสิ่งสกปรกชั้นดีเลยครับ ป้องกันได้อีกชั้นนึง 
 
ระวังแดดไว้ ไม่งั้นมีซีด
ปัญหาตามธรรมชาติอย่างแรกเลยของเฟอร์นิเจอร์แทบทุกชิ้นคือแสงแดดครับ พื้นไม้ลามิเนตเนี่ยพอโดนแดดมาก ๆ ก็อาจทำให้สีซีดได้ แค่ซีดไม่พอ แสงแดดยังอาจทำให้พื้นไม้เกิดการโก่งตัว ยุบตัว หรือพองตัวได้อีกต่างหาก ทางป้องกันก็ไม่ยากครับ ติดฟิล์มกันแสงหรือติดผ้าม่านกันแสงไว้สักหน่อยก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานของพื้นไม้ลามิเนตได้แล้วล่ะครับ 
 
น้ำอย่าให้นอง หกให้รีดเช็ด
พื้นไม้ลามิเนตกับน้ำเป็นของแสลงกันเลยก็ว่าได้ครับ ถึงแม้พื้นไม้ลามิเนตจะพอทนน้ำได้บ้าง คือแบบน้ำหกน้ำหยดก็ยังไม่มีปัญหาเท่าไหร่ แต่ถ้าปล่อยให้น้ำนองอยู่อย่างนั้นไม่เช็ดให้เรียบร้อย น้ำจะซึมลงด้านล่างทำให้พื้นไม้เกิดการโป่งพองและไม่กลับคืนสภาพเดิมครับ เปลี่ยนใหม่อย่างเดียว เพราะงั้นถ้าเกิดทำน้ำหกหรือฝนสาด ให้รีบเช็ดให้แห้งนะครับ ไม่งั้นปูดบวมแน่นอน
 
Credit by Livinginsider.com

4 เทคนิคทำความสะอาดพื้นไม้ลามิเนต ให้สวยเหมือนใหม่

4 เทคนิคทำความสะอาดพื้นไม้ลามิเนต ให้สวยเหมือนใหม่

เทคนิคการทำความสะอาดเจ้าพื้นไม้ลามิเนต ถ้าดูกันจริง ๆ แล้วผมว่าพื้นชนิดนี้ทั้งคงทนแข็งแรงและดูแลรักษาง่ายเลย มาดูกันครับว่าเราควรทำความสะอาดมันอย่างไรถึงจะถูกวิธี 
 
น้ำอุ่น อย่างแรกเลยคือใช้ผ้าหรือไม้ถูพื้นนุ่ม ๆ ชุบน้ำอุ่นบิดให้หมาดแล้วเช็ดให้ทั่วครับ โดยอาจทำความสะอาดทุก 2-3 เดือน หรือเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าพื้นสกปรกก็ค่อยถูก็ได้ครับผม 
 
น้ำส้มสายชู โดยการนำน้ำส้มสายชูมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วใช้เช็ดพื้นไม้ลามิเนตให้ทั่วครับ น้ำส้มสายชูจะช่วยขจัดคราบฝังแน่นให้ออกได้อย่างง่ายดายเลย 
 
น้ำแข็ง น้ำแข็งสามารถช่วยขจัดคราบมันฝังแน่นได้ โดยให้เรานำน้ำแข็งไปวางไว้บนคราบฝังแน่นที่เช็ดไม่ออก จนคราบไขมันนั้นแข็งตัว จากนั้นเราก็จะสามารถแซะออกได้แบบชิล ๆ แต่อย่าลืมเช็ดน้ำออกให้หมดด้วยนะ เดี๋ยวบวมอีกแย่เลย 
 
แอลกอฮอล์ โดยการใช้แอลกอฮอล์ผสมน้ำเปล่าหรือใช้น้ำยาล้างเล็บในการเช็ดคราบสกปรกบนพื้นไม้ลามิเนตให้หลุดออกได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์เพิ่มด้วย 
 
 
Credit by Livinginsider.com

3 สิ่ง…ห้ามทำกับพื้นลามิเนต

3 สิ่ง...ห้ามทำกับพื้นลามิเนต

หลังจากรู้เทคนิคดี ๆ ในการทำความสะอาดพื้นไม้ลามิเนตกันไปแล้ว คราวนี้มาดูสิ่งที่ห้ามทำกันบ้างครับ จะได้ไม่เผลอไปทำร้ายพื้นบ้านของเราโดยไม่รู้ตัว

แปรงแข็งเกินไปไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นไม้กวาด ไม้ถู หรือเครื่องดูดฝุ่นที่มีปลายแข็งเกินไปอาจทำให้เกิดรอยขีดข่วนจนทำให้เนื้อไม้ลามิเนตเสียหายได้

เครื่องขัดพื้นห้ามใช้ แค่แปรงแข็ง ๆ ยังไม่ควรใช้ เครื่องขัดพื้นยิ่งห้ามใช้ใหญ่เลยครับ ขืนเอามาใช้ขัดพื้นไม้ลามิเนตล่ะก็พังยับแน่นอน

น้ำยาที่มีฤทธิ์กัดกร่อน เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาเช็ดกระจก หรือน้ำยาปรับผ้านุ่ม เป็นต้น โดยน้ำยาพวกนี้จะมีสารที่เป็นอันตรายต่อพื้นไม้ลามิเนตแบบถาวรได้ ถ้าเสียหายขึ้นมาก็ต้องเปลี่ยนอย่างเดียวเลยล่ะครับ

ห้ามลากของ หากต้องการย้ายโซฟา โต๊ะทำงาน หรือเฟอร์นิเจอร์ใด ๆ ก็ตาม ควรให้วิธีการยกแทนการลาก หรือถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็ควรหาผ้ามารองก่อนครับ เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวของพื้นไม้ลามิเนตเสียหาย

Credit by Livinginsider.com

ไอเดียวางต้นไม้ในห้อง เติมธรรมชาติให้สดชื่นน่ามอง

ไอเดียวางต้นไม้ในห้อง เติมธรรมชาติให้สดชื่นน่ามอง

การปลูกต้นไม้ภายในห้อง ซึ่งก็มีหลากหลายสายพันธุ์ที่สามารถปลูกในที่ร่มได้ แต่ว่าก่อนจะไปถึงขั้นเลือกซื้อนั้น ก็ต้องหามุมและมีวิธีการจัดวางให้ได้องศาที่ดีเพื่อให้ต้นไม้ดูโดดเด่นน่ามองมากยิ่งขึ้น

บนโต๊ะเรียบง่ายแต่คลาสสิก

ขึ้นเชื่อว่าโต๊ะจะวางบนโต๊ะทำงาน โต๊ะกินข้าว โต๊ะกลาง โต๊ะหัวเตียง หรือโต๊ะอื่นๆ ภายในบ้านก็ได้ทั้งนั้น แต่อาจต้องดูรูปทรงลักษณะของโต๊ะประกอบ ยกตัวอย่างถ้าเป็นทรงสี่เหลี่ยมสามารถเลือกวางตรงกลาง หรือวางฝั่งใดฝั่งหนึ่งที่ไม่ได้ใช้งาน ส่วนโต๊ะทรงกลมนิยมวางตรงกลางจะดูดีที่สุด หรือโต๊ะทำงานก็มักจะวางฝั่งตรงหน้าเรา เวลาละจากจอคอมก็จะได้เห็นพอดีและไม่เกะกะการทำงานด้วย ซึ่งต้นไม้ที่อยู่บนโต๊ะได้จะมีขนาดเล็กถึงกลางและต้นไม่สูงมาก ขึ้นอยู่กับขนาดของโต๊ะอีกที

เลือกชั้นวางจัดเป็นโซนไปเลย

จะซื้อมาเป็นชั้นและวางเป็นอันจบ หรือเลือกเป็นแบบชั้นวางติดกับผนัง และค่อยมาดีไซน์การจัดวางตามใจชอบก็แล้วแต่สะดวก แต่ต้องกะขนาดต้นไม้ให้ดีไม่ให้โตกว่าขนาดของแต่ละชั้น แต่ชั้นบนสุดก็จะเลือกวางขนาดได้หลากหลายกว่า เพราะไม่มีอะไรมากั้น ซึ่งพอต้นไม้ต่างสายพันธุ์อยู่รวมกันหลายๆ ต้นก็ทำให้สวยงามไม่เบา

ตั้งวางบนเก้าอี้หรือที่พื้นตรงมุมห้อง

การจัดวางแบบนี้ก็ได้รับความนิยมพอสมควร บางคนวางที่พื้นเลย หรือจะเลือกเก้าอี้เก๋ๆ ขนาดกะทัดรัดสักตัวมาวางเป็นฐานก่อน หรือไม่ก็ซื้อเป็นฐานสำหรับวางต้นไม้โดยเฉพาะ และนำไปไว้ที่มุมห้อง ซึ่งมักเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่หน่อยและสูงแบบต้นเดียวจบแต่ดูมีอะไร หรืออาจจะเลือกต้นไม้ขนาดกลางวางเป็นทรงสามเหลี่ยม ไม่ก็แนวระนาบเดียวกัน แต่ควรเลือกฐานเตี้ยสูงสลับกันเพื่อให้ดูแตกต่าง เหมาะสำหรับสายมินิมอลน้อยแต่มาก

หน้ากระจกตรงอ่างล้างหน้า

ในห้องน้ำก็สามารถวางต้นไม้ได้นะ โดยจุดที่นิยมวางก็จะมีหน้ากระจกตรงอ่างล้างหน้า กับอีกตำแหน่งคือวางบนโถสุขภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นต้นไม้ขนาดเล็กที่วางต้นเดียว ไม่ก็เรียงกัน 3-4 ต้นขึ้นไปดูน่ารักไปอีกแบบ แต่ถ้าใครมีพื้นที่เหลือเฟือ จะจัดต้นขนาดกลางหรือใหญ่ก็ไม่ใช่ปัญหา พอตอนเช้างัวเงียตื่นขึ้นมาได้มองเห็นเจ้าพวกนี้ ช่วยให้สดชื่นตาสว่างทีเดียว

แขวนบนเพดานห้อง

ขั้นสุดแล้วสำหรับจัดต้นไม้ในห้อง เพราะไม่ใช่การวางแต่เป็นการห้อยแทน ซึ่งจะต้องมีราวที่แข็งแรงไว้แขวน โดยเหมาะกับต้นไม้ที่มีลักษณะทิ้งตัวลงมา กับอีกลักษณะหนึ่งคือไม้เลื้อยพันไปตามราวที่เราออกแบบไว้ วิธีนี้จะช่วยประหยัดพื้นที่ของจริง แต่ค่อนข้างดูแลยากนิดนึงต้องระมัดระวังในการปีนขึ้นไปรดน้ำ เดี๋ยวเกิดอุบัติเหตุเอาได้

Credit by Livinginsider.com

8 ยาสามัญประจำบ้านที่ควรมีติดไว้

8 ยาสามัญประจำบ้านที่ควรมีติดไว้

ยาสามัญประจำบ้านเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งที่ผมเห็นจนชินตาตั้งแต่สมัยเด็ก แต่ปัจจุบันแทบไม่มีให้เห็นแล้ว บางคนยังมียาติดบ้านอยู่บ้างแต่เหลือน้อยชนิดลง อาจเพราะร้านสะดวกซื้ออยู่ใกล้ที่พักเลยคิดว่าจะใช้ค่อยลงไปซื้อ แต่อย่าลืมว่าอุบัติเหตุมักเกิดขึ้นอย่างกระทันหันและไม่ทันตั้งตัวเสมอนะครับ ผมว่ายาสามัญประจำบ้านเนี่ยยังไงก็ควรต้องมีติดไว้ “มีแต่ไม่ใช้ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี” ประโยคนี้ยังใช้ได้เสมอครับ

  1. ยาบรรเทาปวด ลดไข้ถือเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ผมเชื่อว่าทุกคนรู้จักและมีติดตัวกันแน่นอน ทำงานหนักปวดตา ปวดหัว ฝนตกเปียกไข้ขึ้น ก็ต้องหยิบยากลุ่มนี้มากิน อีกทั้งยาบางชนิดยังมีขายที่ร้านสะดวกซื้อชั้นนำจึงทำให้หาซื้อได้ง่าย โดยยาบรรเทาปวด ลดไข้ มีหลายชนิดครับ เช่น พาราเซตามอล แอสไพริน พลาสเตอร์บรรเทาอาการปวด เป็นต้น

  2. ยาแก้ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นกลุ่มยาที่สำคัญเช่นกันครับ เพราะไลฟ์สไตล์คนสมัยนี้กินอาหารไม่เป็นเวลา ข้าวเที่ยงกินบ่ายสอง ข้าวเย็นกินสี่ทุ่มงี้ ประกอบกับความเครียดสะสมจากการทำงานอีก จึงไม่แปลกเลยที่หลายคนมักจะมีอาการปวดท้อง ท้องอืด หรือท้องเสียอยู่บ่อย ๆ ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ เช่น ยาธาตุน้ำแดง ยาธาตุน้ำขาว ยาขับลม ยาเม็ดลดกรด อะลูมินา-แมกนีเซีย เป็นต้น

  3. ยาแก้ไอ ขับเสมหะ อาการไอ มีเสมหะและน้ำมูก เป็นอาการป่วยอีกชนิดหนึ่งที่เป็นกันบ่อยครับ บางคนอากาศเปลี่ยนนิดหน่อย โดนฝนนิดหน่อยก็ไอแล้ว ยิ่งช่วงนี้ฝนตกไม่เป็นเวลา อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยด้วย ยาแก้ไอจึงเป็นยาอีกชนิดหนึ่งที่ผมว่าขาดไม่ได้และควรมีติดบ้านไว้ โดยยาแก้ไอ และยาขับเสมหะมีหลายชนิดเลยครับ เช่น ยาแก้ไอน้ำดำ ยาแก้ไอสำหรับเด็ก เป็นต้น

  4. ยาระบายเป็นยาที่ใช้สำหรับรักษาอาการท้องผูกครับ มีวิธีการใช้หลายรูปแบบ ทั้งแบบยาน้ำและยาเม็ดใช้รับประทาน หรือยาแบบเหน็บก็มีเช่นกัน ตัวอย่างยาในกลุ่มยาระบาย เช่น ยาระบายกลีเซอรีนชนิดเหน็บทวารหนักสำหรับเด็กหรือสำหรับผู้ใหญ่ ยาระบายมะขามแขก หรือยาระบายแมกนีเซีย เป็นต้น

  5. ยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก ยากลุ่มนี้เป็นพิเศษและอยากให้ทุกคนให้ความสำคัญอย่างยิ่งเลยครับ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการแพ้อยู่แล้วจำเป็นต้องมียาแก้แพ้ติดบ้านนะ เพราะอาการแพ้ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจแค่ขึ้นผื่นคัน แต่บางคนอาจถึงขั้นหายใจไม่ออกหรือช็อคได้เลยนะครับ แล้วจะยิ่งอันตรายถ้าเราไม่รู้ว่าตัวเองแพ้อะไรบ้าง การมียาติดบ้านไว้จึงอุ่นใจกว่าเยอะ โดยตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ก็คือ ยาแก้แพ้ ลดน้ำมูกคลอร์เฟนิรามีน

  6. ยาดมหรือแอมโมเนียถือเป็นยาสามัญประจำบ้านเช่นเดียวกับยาชนิดอื่น ๆ ครับ ยิ่งบ้านไหนมีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ด้วยยิ่งควรมีเลย เพราะคนแก่มักมีอาการเวียนหัว หน้ามืด ตาลายเป็นประจำ หากเรามียาดมหรือแอมโมเนียติดบ้านไว้จะได้แก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที โดยยาดมหรือยาแก้วิงเวียนมีหลายชนิดเลยครับ เช่น ยาดมแก้คัดจมูก เหล้าแอมโมเนียหอม ขี้ผึ้งทาแก้คัดจมูก เป็นต้น

  7. ยาแก้เมารถ เมาเรือ อาการเมารถ เมาเรือ เป็นอาการที่ไม่มีใครอยากเป็นแน่ ๆ ครับ เพราะมันทรมานมาก ยิ่งถ้าเราจำเป็นต้องเดินทางไกลแล้วมีอาการเมารถหรือเมาเรือตั้งแต่เพิ่งเริ่มออกเดินทางแต่ไม่มียาติดตัวไปด้วยล่ะก็ การที่ต้องทนมึนหัว เวียนหัว อยากอาเจียรตลอดเส้นทางเป็นอะไรที่ไม่สนุกแน่ ตัวอย่างยาแก้เมารถ เมาเรือที่ควรมีติดบ้านไว้ก็อย่างเช่น ยาแก้เมารถเมาเรือ ไดเมนไฮดริเนท

  8. ยาสำหรับโรคปากและลำคอ โรคที่เกิดบริเวณปากและลำคอนั้นถือเป็นอาการป่วยที่พบได้บ่อยเลยครับ ถ้ายังนึกไม่ออกก็อย่างร้อนใน ปวดฟัน เจ็บคอไงครับ เป็นอาการป่วยที่เกิดกับทุกช่วงวัย ถึงแม้อาการบางอย่างจะไม่ได้รุนแรงนัก แต่บางอาการก็ทั้งทรมานและเจ็บปวดจริง ๆ ดังนั้นการมียาสำหรับรักษาอาการเหล่านี้ติดบ้านไว้ผมว่าอุ่นใจกว่า ซึ่งยาสำหรับโรคปากและลำคอมีหลายชนิด เช่น ยาอมบรรเทาอาการระคายคอ ยาแก้ปวดฟัน เป็นต้น

 

การซื้อยานั้นผมไม่แนะนำให้ซื้อยากินเองหรือไปซื้อกับร้านยาที่ไม่ได้มาตรฐานนะครับ ควรไปซื้อกับร้านขายยาที่มีเภสัชกรประจำร้านดีกว่า เราจะได้สอบถามข้อมูลและได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องจากเภสัชกรโดยตรง อย่าลืมหายาเหล่านี้มาเก็บไว้ที่บ้านด้วยนะครับ เพื่อความปลอดภัยของทั้งตัวเราเองและคนที่เรารัก

4 แบบ ที่นอน ชวนหลับสบายฝันดี

4 แบบ ที่นอน ชวนหลับสบายฝันดี

เพราะการนอนคือช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่ดีที่สุด ดังนั้นเราควรมีสิ่งซัพพอร์ตที่ช่วยให้เราได้หลับสบายฝันดีอย่าง ที่นอนหรือฟูก เพราะถ้าเราเลือกที่นอนไม่ดี นอกจากจะนอนไม่สบายตัวแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพทำให้ปวดเมื่อยหลังอีกด้วย เรามาลองดูกันว่าเดี๋ยวนี้ ที่นอนมีให้เลือกกี่แบบ แล้วแต่ละแบบเป็นยังไง

ที่นอนแบบยางพารา

เวลานอนให้ความรู้สึกว่า ที่นอนไม่แข็งหรือไม่นุ่มจนเกินไป นอนแล้วไม่ยุบตัว รองรับสรีระของเราได้อย่างดี พอตื่นนอนจะทำให้ไม่รู้สึกปวดเมื่อย และมีความคงทนแข็งแรงอยู่ได้เป็นสิบยี่สิบปี ที่สำคัญ เหมาะอย่างมากกับคนที่เป็นภูมิแพ้ เพราะที่นอนแบบยางพาราไม่เก็บฝุ่น ระบายอากาศได้ดีไม่ทำให้อับชื้น แต่มี ข้อด้อย นิดหน่อยตรงที่ มีความหนักมากพอสมควรเลย จนทำให้ยุ่งยากตรงเปลี่ยนผ้าปูหรือขนย้าย และมีราคาค่อนข้างสูง ถ้าเป็นแบบยางพาราแท้ทั้งหมด 100% ขนาด 6 ฟุต และหนาไม่ต่ำกว่า 3 นิ้ว ราคาเกินหลักพันแน่นอน

ที่นอนแบบเมมโมรีโฟม (Memory Foam)

เป็นที่นอน เพื่อสุขภาพ เพราะช่วยลดการกดทับบนกระดูก รวมถึงช่วยลดการปวดคอและหลัง รองรับสรีระได้ดี มีความยวบโอบอุ้มร่างกายของเรา โดยผลิตจากใยสังเคราะห์ที่ไม่ใช่ที่นอนแบบโฟมทั่วๆ ไปนะ เหมาะกับคนมีคู่หรือพลิกตัวบ่อยๆ เพราะว่า เวลาลุกหรือขยับตัวจะ ไม่รู้สึกถึงการสั่นสะเทือน ซึ่งถ้าใครไม่ชอบที่นอนที่นุ่มนิ่มอาจต้องไปเลือกแบบยางพาราแทน แต่ถ้าใครชอบนุ่มๆ ล่ะก็รับรองว่าจะไม่อยากลุกจากที่นอนเลยล่ะ เรื่องราคานี่แพงกว่ายางพาราอีกนะ มี 20,000 บาท อ่ะบอกเลย และอีกอย่างคือ ที่นอนแบบนี้เก็บความร้อนค่อนข้างสูง ทำให้รู้สึกร้อนตอนนอนซึ่งถ้าเป็นหน้าหนาวคงอุ่นกำลังดี

ที่นอนแบบสปริง

ขึ้นชื่อมาแบบนี้แน่นอนว่าต้องเป็น ที่นอนนุ่มเด้งที่สุดในแบบที่เอ่ยๆ มา ยิ่งมีเกลียวมากขึ้นก็จะยิ่งรับน้ำหนักตัวคนนอนได้ดี มีความยืดหยุ่นสูง ไม่สะสมความชื้น ตัวที่นอนมีน้ำหนักเบา ขนย้ายง่าย ซึ่งเป็นที่นอนที่นิยมกันอย่างมาก และมีการจำหน่ายมากที่สุด แต่มีข้อเสีย ที่อายุการใช้งาน ถ้าเลือกสปริงไม่ดีมีราคาถูก จะใช้ได้อย่างมากก็แค่ 5 ปี หลังจากนั้นที่นอนจะยวบทำให้ปวดหลังได้ แต่ถ้าเลือกสปริงดีๆ ก็สามารถอยู่ได้นานเหมือนกัน และเหมาะสำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวไม่เยอะ

ที่นอนแบบใยมะพร้าว

เป็นที่นอนที่ทำมาจากธรรมชาติ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันก็ระบายอากาศได้ดี แต่ก็ควรนำมาตากแดดสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้อับชื้นจนเกิดเป็นเชื้อรา แต่ที่นอนค่อนข้างแข็งเลยล่ะ เหมาะกับคนที่ปวดหลังบ่อยๆ และไม่ชอบนอนแบบที่นอนนิ่มๆ ซึ่งถ้าใช้ไปนานๆ เข้าจนรู้สึกว่าประสิทธิภาพลดลง โดยสังเกตได้จากใยมะพร้าวเริ่มไม่เกาะตัวอัดแน่นกัน มีโผล่ขึ้นมาทิ่มเราตอนนอน แนะนำให้รีบเปลี่ยนทันที

ที่นอนแต่ละแบบที่เอ่ยมา ไม่ได้เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ถ้าใครที่ชอบนอนหงายเป็นประจำ แนะนำให้เลือกที่นอนแบบยางพาราหรือแบบใยมะพร้าว แต่ถ้าใครชอบพลิกตะแคง หรือนอนเป็นคู่ ให้เลือกแบบเมมโมรีโฟม และความจริงเดี๋ยวนี้เค้าก็มีที่นอนแบบผสมกันด้วยนะ อย่างสปริงรวมกับยางพารา เป็นต้น ฉะนั้นแล้วเราควรเลือกตามความเหมาะสมและความชอบ

7 เทคนิคในการแต่งคอนโดที่จะเปลี่ยนคอนโดเก่าๆ

7 เทคนิคง่ายๆ ในการแต่งคอนโดที่จะเปลี่ยนคอนโดเก่าๆ ของคุณ ให้กลายเป็นคอนโดที่น่าอยู่

7 เทคนิคง่ายๆ ในการแต่งคอนโดที่จะเปลี่ยนคอนโดเก่าๆ ของคุณ ให้กลายเป็นคอนโดที่น่าอยู่ ส่วนจะมีเทคนิคอะไรบ้างนั้น เราไปติดตามอ่านกันเลย

เลือกใช้สีโทนอ่อน

ดูเหมือนว่าจะไม่สำคัญแต่จริงๆแล้ว การเลือกใช้โทนสีเป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้ามเลยล่ะ เพราะโทนสีที่กำลังได้รับความนิยมในยุคนี้คือสีโทนอ่อน ไม่เหมือนกับเทรนด์ยุคก่อนที่เน้นสีสันสดใส โดยสีที่ควรเลือกนั้นจะต้องเป็นสีที่ไม่สดใสและไม่ตัดกันจนเข้มเกินไป แต่ถ้าหากจะแต่งคอนโดให้โดนใจสไตล์คนเมืองในยุคนี้ล่ะก็ ผมคงจะแนะนำเป็นโทนสีเทาน่าจะดูเหมาะสมที่สุดหากคุณชอบโทนสีเทานั้นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแต่งคอนโดที่ดี เพราะสีเทาให้ความรู้สึกสบาย ๆ เหมาะสำหรับคนเมืองอย่างเรา ที่เหนื่อยจากการทำงานมาทั้งวัน พอกลับถึงห้องได้สัมผัสห้องสวยๆ ที่รู้สึกสบายก็คงจะรู้สึกดีไม่ใช่น้อย และนอกจากนี้โทนสีเทายังส่งผลให้คุณเสือกเฟอร์นิเจอร์เข้ามาตกแต่งได้ง่ายด้วย เพราะเป็นสีโทนอ่อน ดังนั้นเทคนิคแรกในการตกแต่งคอนโดของคุณก็ควรจะเลือกโทนสีเทาเป็นหลัก

เพิ่มลูกเล่นให้ผนังห้อง

นอกจากการเลือกใช้โทนสีแล้ว การแต่งคอนโดให้เป็นไปตามสไตล์ที่คุณต้องการ จะต้องตกแต่งให้เป็นไปในสไตล์เดียวกันนั่นก็คือ “ฝาผนัง” ดังนั้นเราจึงต้อเพิ่มลูกเล่นให้กับผนังห้อง อย่าให้มันดูโล่งจนเกินไป โดยอาจจะนำเอากรอบรูป หรือวอลล์เปเปอร์ที่ชอบมาติดประดับตกแต่ง สร้างลูกเล่นให้กับผนังของคุณเท่านี้ก็จะทำให้ไม่ดูจืดชืดเกินไปแล้ว หรือถ้าใครชอบศิลปะก็จัดการบรรเลงได้เลย รับรองว่าถูกใจแน่นอน

เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็ก

หากพูดถึงเรื่องของเฟอร์นิเจอร์ก็คงจะถูกใจใครหลายๆ คน เพราะคงเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ในการแต่งคอนโด โดยเฟอร์นิเจอร์ที่แนะนำต้องเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไปและต้องสามารถใช้งานได้หลายหลาย เป็นเพราะว่าคอนโดนั้นมีขนาดไม่กว้างมากนักถ้าเทียบกับบ้าน ดังนั้นการเลือกเฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็กมาตกแต่งคงจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า เหมาะหาพื้นที่ในการจัดวางได้ง่ายและดูไม่รกรุงรังจนเกินไป เช่น ควรจะใช้โซฟาที่มีขนาดพอเหมาะกับตัวห้องนั่นเอง ส่วนสาเหตุที่ต้องเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่งานได้หลากหลายก็เพราะว่าเราจะได้ไม่ต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่มากชิ้นจนเกินไปนั่นเอง ถ้าหากซื้อเฟอร์นิเจอร์มาเยอะก็คงจะไม่ใช่เรื่อง นอกจากจะเปลืองงบประมาณแล้ว ยังทำให้ห้องดูรกอีกด้วย และที่สำคัญคือ อย่าลืมเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะกับโทนสีของห้องด้วยClose Ads

สร้างความโรแมนติกให้กับห้อง

ในการแต่งคอนโดก็ควรจะสร้างความโรแมนติกให้กับของของคุณบ้าง ถ้าหากพูดถึงเรื่องของการสร้างความโรแมนติกในตัวห้องแล้ว สิ่งเดียวที่ผมนึกถึงในตอนนี้ก็คือเรื่องของแสงไฟ ไม่ว่าจะเป็นไฟดวงใหญ่ในห้อง หรือแม้แต่โคมไฟ คุณก็ควรสร้างลูกเล่นให้มัน เช่น เลือกใช้โคมไฟที่มีดีไซน์ที่แปลก แหวกแนว นอกจากจะเป็นตัวช่วยให้ความสว่างกับห้อง ยังเป็นของประดับและสร้างลูกเล่นใหม่ๆ ให้กับห้องได้อีกด้วย ส่วนไฟดวงใหญ่อาจจะใช้ลูกเล่นไฟหรี่แบบปรับสีได้ เช่นปรับเป็นสีขาวธรรมดา ปรับเป็นสีชมพูสร้างความโรแมนติก และปรับเป็นไฟกระพริบสำหรับปาร์ตี้ในยามค่ำคืนของคุณ เรียกได้ว่าข้อนี้เขียนเอาใจหนุ่มๆสายปาร์ตี้สุดๆไปเลย เท่านี้คุณก็สามารถพาเพื่อนๆ มาปาร์ตี้ที่ห้องได้ทุกสัปดาห์แล้วล่ะ

เนรมิตโซนส่วนตัว

ถึงแม้เราจะใช้โซนนี้สำหรับหลับนอนเท่านั้น แต่คุณก็ไม่ควรมองข้ามมันไป เพราะเมื่อเราจะแต่งคอนโดก็ควรจะสร้างลูกเล่นให้กับห้องนอนของเราบ้าง โดยเฉพาะหัวเตียง ถ้าจะให้ตั้งเตียงไว้เฉยๆ ก็ดูจะธรรมดาไป คุณสามารถเพิ่มไอเดียในส่วนของผนังหัวเตียงได้ อาจจะเป็นด้วยวิธีติดวอลเปเปอร์ เพื่อสร้างความสวยงาม หรือจะให้แปลกแหวกแนวไปมากกว่านั้นก็คือ การบิวท์อินเพิ่มเติมขึ้นมาโดยเฉพาะด้วยวัสดุต่างๆ เช่น ไม้ ฟูก หรือกระจก หรือจะเพิ่มพื้นที่การใช้งานด้วยการทำเป็นชั้นวางของไว้สำหรับวางนาฬิกาปลุก กระถางต้นไม้ขนาดเล็ก หรือของตกแต่งต่างๆ ก็นับว่าแนวเลยทีเดียว

Walk In Closet ต้องมา

ขาดไม่ได้เลยสำหรับคนเมืองอย่างเราที่ต้องตื่นเช้าไปทำงานในทุกๆวัน ดังนั้น Walk In Closet จะต้องเป็นอะไรที่ง่าย และแฝงไปด้วยความสวยงาม โดยเทรนด์แต่งคอนโดในโซน Walk In Closet ในปี 2017 ก็คือ Walk In Closet ในโทนสีสว่าง หรืออาจจะเลือกเป็นลายไม้ก็นับว่าเก๋ไปอีกแบบ โดยนอกจากจะมีโซนสำหรับการเก็บเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าต่างๆ แล้ว ก็ควรจะเพิ่มโซนเก็บของเล็กๆ เข้าไปด้วย เช่น ลิ้นชักสำหรับเก็บนาฬิกา ยิ่งถ้าเป็นคนเมืองอย่างเราล่ะก็ จะต้องถูกใจอย่างแน่นอน

สร้างความพิเศษให้กับ Working Spaces

แน่นอนว่าคนเมืองอย่างเรานั้นเวลาเป็นเงินเป็นทอง ดังนั้นการแต่งคอนโดของเราก็ไม่ควรมองข้าม Working Spaces ซึ่งจะเป็นพื้นที่ให้เราได้แบกงานกลับมานั่งเคลียร์ที่ห้อง เพราะว่าบรรยากาศการทำงานนั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้งานเดิน ดังนั้นเราควรจะสร้างบรรยากาศการทำงานไว้ในห้องของเราเช่นกัน โดยการสร้าง Working Spaces ในฝันที่ห้องของตัวเองซะเลย ก็นับว่าน่าสนใจอย่างมากเลยทีเดียว

6 Safety วิธีการลดการสัมผัสเชื้อ

6 Safety วิธีการลดการสัมผัสเชื้อ

6 Safety วิธีการลดการสัมผัสเชื้อ เป็นการป้องกันภายนอก ประกอบไปด้วย

1.เว้นระยะห่างทางสังคม (Social safety) ควรปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ด้วยการอยู่ห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1-2 เมตร

2.หลีกเลี่ยงกิจกรรมเสี่ยง (Activity safety) ช่วงนี้ควรอยู่บ้านลดกิจกรรมเสี่ยงทุกประเภท ทั้งการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงและหลีกเลี่ยงพบปะกับกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ รวมไปถึงเลี่ยงการสัมผัสจุดเสี่ยง เช่น ปุ่มกดลิฟท์ บันไดเลื่อน ใบหน้าตนเอง

3.รับประทานอาหารอย่างปลอดภัย(Food safety) ควรรับประทานอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ อาหารอุ่นร้อน และใช้ภาชนะแยกเฉพาะ แยกสำรับกันรับประทาน เพื่อความปลอดภัย รวมไปถึงเลือกซื้ออาหารจากร้านที่ถูกหลักสุขาภิบาลอาหาร

4.รับประทานผลไม้อย่างถูกวิธี (Fruit safety) ควรปอกเปลือกผลไม้ และล้างให้ถูกวิธีด้วยการเปิดก๊อกน้ำไหลผ่าน เกิน 5 นาที หรือแช่เบคกิ้งโซดา แช่น้ำด่างทับทิม ฆ่าเชื้อโรคก่อนกินหรือปอกเปลือกผลไม้

5.ล้างมือให้ปลอดโรค( Hand safety) เน้นย้ำให้ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่เกิน 20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นอย่างต่ำ 70% ขึ้นไป ควรล้างก่อนและหลังรับประทานอาหาร ก่อนและหลังเข้าบ้าน ก่อนและหลังสัมผัสใบหน้า

6.สวมหน้ากากอนามัยป้องกัน ( Mask safety) ควรสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง หากต้องออกไปพบปะผู้อื่น และไม่ควรเอามือไปสัมผัสหน้ากากอนามัยขณะที่สวมใส่ สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีโรคประจำตัว สามารถใส่หน้ากากผ้าได้ ส่วนผู้ป่วยหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วไปควรสวมหน้ากากอนามัย ถ้าต้องดูแลผู้เสี่ยงป่วยโควิด-19 ควรสวมใส่หน้ากากเอ็น-95 ป้องกัน

________________________

Call Center : 1172
Website : www.cmc.co.th
Instagram : cmc_group
Twitter : CMC Group
Line : https://lin.ee/gC79syS

จัดหิังพระในคอนโด ยังไงให้ถูกหลักฮวงจุ้ย

จัดหิังพระในคอนโด ยังไงให้ถูกหลักฮวงจุ้ย

การจัดวางหิ้งพระตามหลักฮวงจุ้ยนั้นเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสำคัญครับ เพราะฮวงจุ้ยนั้นเป็นเรื่องของตำแหน่งและทิศทางที่จะเสริมโชคลาภบารมีให้ผู้อยู่อาศัย ยิ่งเป็นเรื่องของฮวงจุ้ยหิ้งพระที่มีความศักดิ์สิทธิ์แล้วด้วยยิ่งมองข้ามไม่ได้เลยครับ แต่บางคนอาจมีคำถามว่า แล้วถ้าอยู่คอนโดเราควรจัดวางหิ้งพระยังไงดีถึงจะถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยและดึงพลังงานบวกเข้ามาสู่บ้านของเรา

ความสะอาดมาก่อนอันดับแรก

ประเด็นแรกที่ผมอยากให้ใส่ใจก่อนเรื่องอื่นเลยคือ ความสะอาดครับ เพราะว่าหิ้งพระนั้นเป็นเหมือนพลังงานบวกในห้องของเรา ถ้าปล่อยให้ฝุ่นเกาะ ไม่ทำความสะอาด ชำรุด หรือไม่เปลี่ยนน้ำและดอกไม้บูชาเลย ก็จะทำให้เรื่องดี ๆ ที่ควรจะเข้ามาหาทั้งเจ้าของและตัวห้องนั้นต้องหม่นหมองลงไปนั่นเองครับ ฉะนั้นอย่าลืมหมั่นดูแลความสะอาด เช็ดฝุ่น เปลี่ยนน้ำและดอกไม้บูชาเป็นประจำด้วยนะครับ

ลำดับการจัดวาง

การจัดวางหิ้งพระนั้นมีลำดับการจัดวางอยู่ครับ เพราะตามหลักแล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่ละประเภทนั้นมีระดับไม่เท่ากัน โดยสามารถเรียงลำดับความสูง-ต่ำบนหิ้งได้ตามนี้เลยครับ

  1. พระพุทธรูป ถือเป็นสิ่งที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด ควรวางไว้สูงที่สุดของหิ้งเลยครับ
  2. พระสงฆ์ที่เคารพ ถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์รองลงมา จึงควรวางให้มีความสูงรองลงมาจากพระพุทธรูป
  3. สิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ บางคนอาจมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นที่เคารพบูชาอยู่ด้วยอย่างพระพิฆเนศหรือเจ้าแม่กวนอิม ก็ให้วางต่ำกว่าพระสงฆ์ครับ

ตำแหน่งและทิศทางเป็นเรื่องสำคัญ

ตำแหน่งการวางหิ้งพระในคอนโดที่เหมาะที่สุดนั้นควรเป็นจุดที่โปร่งโล่ง สงบ ไม่พลุกพล่าน แต่เนื่องจากคอนโดนั้นพื้นที่น้อยกว่าบ้าน ทำให้ห้องรับแขกดูจะดีที่สุดในการวางหิ้งพระ บางคนอาจวางหิ้งพระไว้บนหลังตู้ก็ได้เหมือนกัน แต่ควรดูให้หิ้งพระนั้นอยู่สูงกว่าศีรษะด้วยนะครับ และควรหันหน้าหิ้งพระไปทางประตูหน้าจะเหมาะสมที่สุด ส่วนเรื่องทิศนั้น เราควรให้หิ้งพระอยู่ทางทิศเหนือ ทิศตะวันออก ทิศตะวันออกเฉียงเหนือจะดีที่สุดครับ ส่วนทิศใต้กับทิศตะวันตกถ้าเลี่ยงได้เลี่ยงเลยครับ เพราะถือว่าไม่เป็นมงคล ทางฮวงจุ้ยถือว่าอาจนำพาพลังงานลบมาให้เจ้าของห้องอีกต่างหากครับ

ตรงไหนที่ควรเลี่ยง

รู้ตำแหน่งและทิศที่เหมาะสมสำหรับการวางหิ้งพระในคอนโดตามหลักฮวงจุ้ยกันไปแล้ว ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าครับว่า มันมีพื้นที่บางจุดที่ไม่ควรติดตั้งหิ้งพระเลยครับ เพราะเป็นจุดที่ไม่เหมาะสมและไม่เป็นมงคลต่อผู้อยู่อาศัยได้ จะได้หลีกเลี่ยงถูก

-ผนังห้องน้ำ อย่างที่รู้กันครับว่าห้องน้ำเป็นพื้นที่ชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย แถมห้องน้ำยังเป็นธาตุน้ำตามหลักฮวงจุ้ยอีกด้วย ส่วนหิ้งพระเป็นวัตถุมงคลนำพาความเจริญและเรื่องดี ๆ เปรียบเหมือนธาตุไฟ จึงไม่ควรวางหิ้งพระไว้บนผนังห้องน้ำด้วยประการทั้งปวงครับ

– เหนือประตู ตามหลักแล้วเราไม่ควรวางสิ่งของไว้เหนือประตูอยู่แล้วครับตามหลักความปลอดภัย ส่วนในด้านความเชื่อ ประตูนั้นเป็นพื้นที่พลุกพล่านและไม่สงบครับเพราคนเดินผ่านเข้าออกตลอด ยิ่งประตูหน้าห้องยิ่งใช้บ่อยที่สุดเลย ดังนั้นเราจึงไม่ควรติดตั้งหิ้งพระไว้เหนือประตูครับ

– ทิศปลายเท้า ตามหลักฮวงจุ้ยและความเชื่อของคนไทยแล้ว ปลายเท้าถือเป็นของต่ำครับ การนำพระพุทธรูป วัตถุมงคล หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปวางไว้ทิศปลายเท้าอย่างปลายเตียงนอนจึงไม่ควรอย่างมากเลยครับ

– ห้องนอน หลายคนอาจวางหิ้งพระไว้ในห้องนอน ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ควรนะครับ เพราะห้องนอนเป็นพื้นที่พักผ่อนของเรา ดังนั้นเราอาจมีกิจวัตรส่วนตัวที่ไม่ควรทำต่อหน้าหิ้งพระ เช่น เปลี่ยนเสื้อผ้า ถอดเสื้อนอน เป็นต้น พฤติกรรมเหล่านี้ถือว่าไม่เป็นมงคลครับ แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ควรหาฉากมากั้นไว้ครับ

– มุมอับคับแคบ ตามหลักฮวงจุ้ยแล้วหิ้งพระนั้นควรอยู่ในพื้นที่เปิดโล่งเพื่อทำให้พลังงานหมุนเวียนในห้องนั้นมีแต่พลังงานบวกครับ การไปวางหิ้งพระไว้ในซอกหลืบหรือพื้นที่แคบ ๆ นั้นเหมือนการเอาแหล่งพลังงานบวกไปซ่อน ทำให้โชคลาภและเรื่องดี ๆ ไม่เข้ามาหาผู้อยู่อาศัยนั่นเองครับ