CMC สร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับ อพวช. ลงนาม MOU ยกระดับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม พร้อมหนุนห้องจำลองอาชีพ ‘นักฉุกเฉินการแพทย์

ปทุมธานี (18 กันยายน 2569) – บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) หรือ CMC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ร่วมกับ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือทางวิชาการและการส่งเสริมการเรียนรู้ระยะยาว 3 ปี ในการเชื่อมโยงความร่วมมือครั้งนี้ไปสู่ประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม โดยมี นางสาวอนงค์ลักษณ์ แพทยานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) และ นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ร่วมลงนาม และนางสาวศิริรัตน์ เสริมวิฑูรย์ รองผู้อำนวยการ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม 1 อาคารสำนักงาน อพวช. คลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพื่อผนึกกำลังแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และขับเคลื่อนองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม สู่การพัฒนาศักยภาพเยาวชนและยกระดับคุณภาพชีวิตการอยู่อาศัยแนวตั้งของคนในสังคมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะนวัฒกรรมอัจฉริยะที่จะทำให้เกิดพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อมที่ดีระหว่างงานก่อสร้าง 

CMC เน้นพันธกิจยกระดับคุณภาพชีวิต นำร่อง Smart City สู่ ‘One U Bangkok’ กลุ่มอาคารชุดพักอาศัยรุ่นใหม่ ที่เน้นพลังงานสะอาดรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม  นางสาวอนงค์ลักษณ์ แพทยานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) (CMC) เปิดเผยว่า พันธกิจหลัก (Mission) ของ CMC มุ่งมั่นสร้างสรรค์และพัฒนาคุณภาพชีวิตทีในที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยและได้ใช้ชีวิต อย่างมีคุณภาพในสภาพแวดล้อมที่เอื่อสุขภาวะทั้งกายและใจ โดยเน้นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ตั้งแต่กระบวนการวางแผนโครงสร้าง ออกแบบโครงการ ตลอดจนการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวก (Facilities) ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เพื่อมอบความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และสุขภาพการอยู่อาศัยที่ดีที่สุด 

“ความร่วมมือกับ อพวช. ในครั้งนี้ สอดคล้องกับแนวคิดของ CMC ที่ต้องการนำนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตที่เร่งรีบของสังคมพลวัตร โดย CMC นำร่องในการนำเทคโนโลยี Smart City มาประยุกต์ใช้ในโครงการใหม่ล่าสุด  ‘One U Bangkok’ โครงการคอนโดมิเนียมแห่งใหม่ใกล้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คลองหลวง เน้นการออกแบบให้เป็นเมืองอัจฉริยะที่ผสมผสานเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน พลังงานสะอาด ความปลอดภัยอัจฉริยะ นวัตกรรมการจัดการสิ่งแวดล้อม และพื้นที่ส่วนกลางที่ส่งเสริมพลังงานสะอาด การสนับสนุนองค์ความรู้ระหว่างกันในครั้งนี้ เป็นการแลกเปลี่ยน ร่วมกันศึกษาความรู้ทางเทคโนโลยี ให้กลายเป็นนวัตกรรมการอยู่อาศัยที่จับต้องได้จริง” นางสาวอนงค์ลักษณ์ กล่าว 

สำหรับการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรในโครงการ Job World Partnership ณ ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต (Futurium) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งที่ 5 ของ อพวช. CMC ให้การสนับสนุนการจำลองอาชีพในฝัน ‘นักฉุกเฉินการแพทย์ (Paramedic)’ ในโซน Job World เพื่อมุ่งเน้นการเปลี่ยนการเรียนรู้แบบเดิม ให้กลายเป็นการสร้างประสบการณ์ตรงที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้นำเป้าหมายความฝันในสายอาชีพนี้มาสู่การลงมือปฏิบัติจริง 

ภายในห้องปฏิบัติการ ‘นักฉุกเฉินการแพทย์’ เยาวชนจะได้สวมชุดปฏิบัติการ สัมผัสและใช้งานอุปกรณ์การแพทย์ฉุกเฉินจริง รวมทั้งฝึกทักษะการตัดสินใจและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าผ่านการจำลองสถานการณ์จริง (Real-life Simulation) เช่น การลงพื้นที่เผชิญเหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหว การปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกวิธี การช่วยเหลือชีวิตฉุกเฉิน และขั้นตอนการลำเลียงส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างปลอดภัยสูงสุด การได้ลงมือปฏิบัติจริงในสภาพแวดล้อมจำลองนี้จะช่วยให้เด็กและเยาวชนค้นพบความถนัดของตนเอง เกิดความเข้าใจในบทบาทอาชีพสายสุขภาพและสาธารณสุขซึ่งสอดรับกับการพัฒนาการอยู่อาศัยเชิงป้องกัน พร้อมต่อยอดการศึกษาและเตรียมความพร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศในอนาคต 

ด้าน นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ อพวช. กล่าวเสริมว่า “อพวช. มีความมุ่งมั่นในการสร้าง ฟิวเจอเรียม  ให้เป็นพื้นที่เปิดโลกอาชีพแห่งอนาคต ผ่านโซนหลัก 3 ส่วน ได้แก่ โซน Career Exploration (จินตนาการ) : เปิดโลกความคิด สำรวจความถนัดผ่านเกมทดสอบพหุปัญญา,  โซน Job Experience (ประสบการณ์) : ฝึกลงมือปฏิบัติในห้องปฏิบัติการจำลองอาชีพแห่งอนาคต 9 กลุ่มอุตสาหกรรม และ โซน Career Planning (สร้างสรรค์) : ค้นหาตัวตน วางแผนเส้นทางอาชีพและการศึกษาต่อ  ความร่วมมือกับ CMC ซึ่งเป็นเอกชนชั้นนำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล จะช่วยเติมเต็มการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและนวัตกรรมการอยู่อาศัย ช่วยให้เยาวชนไทยได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่สมจริงและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง” 
 

การลงนามความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง CMC และ อพวช. ที่จะร่วมกันสนับสนุนองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนข้อคิด และประสบการณ์ โดยทั้งสององค์กรได้ตกลงขยายขอบเขตความร่วมมือให้มีความเข้มข้นและครอบคลุมใน 5 มิติหลัก ดังนี้: 

1. การพัฒนาแหล่งเรียนรู้และการจัดกิจกรรมเพื่อสังคม (Learning Space & Public Engagement): ร่วมกันออกแบบ พัฒนา และสนับสนุนพื้นที่แหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมการอยู่อาศัย พร้อมจัดกิจกรรมสร้างสรรค์และนิทรรศการสัญจร เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง 

2. การศึกษาวิจัยและการสื่อสารวิทยาศาสตร์ (Research & Science Communication): ร่วมมือกันศึกษาวิจัยรูปแบบการสื่อสารวิทยาศาสตร์ให้เข้าถึงง่าย สนับสนุนการแลกเปลี่ยนวัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ข้อมูลทางวิชาการ และสร้างเครือข่ายนักสื่อสารวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ 

3. การพัฒนาบุคลากรและศักยภาพมนุษย์ (Personnel & Human Capital Development): สนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทักษะวิชาการ และประสบการณ์ระหว่างบุคลากรของทั้งสองหน่วยงาน จัดฝึกอบรมและสัมมนาเพื่อพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ในด้านการวิจัย การบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ และการพัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคต 

4. การประชาสัมพันธ์เชิงรุกและเผยแพร่องค์ความรู้ (Proactive PR & Knowledge Dissemination): ประสานความร่วมมือในการเผยแพร่ข่าวสาร สื่อการเรียนรู้ และกิจกรรมความเคลื่อนไหวผ่านเครือข่ายการประชาสัมพันธ์ของทั้งสององค์กร เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรที่มุ่งทำประโยชน์เพื่อสังคมและส่วนรวม 

5. การสนับสนุนและต่อยอดเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ระดับประเทศ (Museum & Learning Network Support): ร่วมมือกันส่งเสริม ยกระดับ และเชื่อมโยงเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศไทย เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้คุณภาพสูงให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนในภูมิภาคต่างๆ อย่างเป็นธรรมและทั่วถึง 

ความร่วมือในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการผนึกพลังระหว่างภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาขับเคลื่อนทั้งในระดับโครงสร้างพื้นฐานการอยู่อาศัยและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อร่วมสร้างสังคมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป 

———————————— 

เกี่ยวกับ บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) 
บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) หรือ CMC เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย มุ่งมั่นพัฒนาคอนโดมิเนียมและบ้านพักอาศัยระดับคุณภาพด้วยเทคโนโลยีการออกแบบที่ทันสมัย ยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อคุณภาพชีวิตการอยู่อาศัยที่ดีกว่า บนทำเลศักยภาพทั่วประเทศ 
 
เดอะ คิวเว่ เซ็นทรัลพาร์ค นวมินทร์ – รามอินทรา (The Cuvee Central Park Nawamin – Ramintra) คอนโดแห่งแรกในย่านนวมินทร์-รามอินทรา ที่เปิดรับวิวธรรมชาติทั้ง Park & Lake เต็มตา โดยด้านหลังโครงการติดสวนสาธารณะกว่า 100 ไร่ (@สวนนวมินทร์ภิรมย์) และสะดวกเพียง 200 เมตร* ถึงสถานี MRT นวมินทร์ภิรมย์ 
 
เดอะ คิวเว่ พระราม 3 – สุขสวัสดิ์ (The Cuvee Rama 3 – Suksawat) 
คอนโดมิเนียมหรูใหม่ชมวิวโค้งแม่น้ำ พร้อมพื้นที่ส่วนกลางจัดเต็มรองรับกิจกรรมมากกว่า 60 โซน  
 
เดอะ เคลฟ ริเวอร์ไลน์ เจ้าพระยา-วงศ์สว่าง (The Clev Riverline Chaophraya-Wongsawang) 
คอนโดวิวโค้งแม่น้ำเจ้าพระยา ทำเลใกล้ทางด่วนศรีรัช พร้อมส่วนกลางครบครัน ตอบโจทย์สุนทรียภาพแห่งการใช้ชีวิตเหนือสายน้ำ 
 
ซีรอคโค บางนา – 36 (Cerocco Bangna 36) 
คอนโดมิเนียม Low-rise ตรงข้ามเซ็นทรัล บางนา เดินทางสะดวกใกล้ BTS สถานีบางนา เพียงไม่กี่นาที พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก (Facilities) หลากหลาย[ 
 
ชาโตว์ อินทาวน์ เกษตร แคมปัส (Chateau In Town Kaset Campus) 
เดินทางสะดวกใกล้ BTS สถานี ม.เกษตรศาสตร์ มีบริการรถรับส่ง Shuttle Service ตอบโจทย์นักศึกษา ม.เกษตรฯ และ ม.ศรีปทุม ใกล้แหล่งช้อปปิ้งและอาคารสำนักงาน 
 
ชาโตว์ อินทาวน์ @อี 18 สเตชั่น (Chateau In Town @E18 Station)คอนโด Pet Friendly ทำเลใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีโรงเรียนนายเรือ 
 
ชาโตว์ วิลเลจ เวสต์เกต – บ้านกล้วย(Chateau Village Westgate – Bankluay) 
ทาวน์โฮม 2 ชั้น ดีไซน์สไตล์ New York Loft พร้อมฟังก์ชันใช้สอยครบครัน ตั้งอยู่บนถนนบ้านกล้วย – ไทรน้อย 

เกี่ยวกับ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)   
องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)[1] มุ่งสู่การเป็น “แพลตฟอร์มแห่งการเรียนรู้เพื่ออนาคต” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง[2] ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับอุตสาหกรรมเป้าหมาย First S-Curve และ New S-Curve[2] โดยบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า และศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต (Futurium) 

อพวช. บริหารจัดการพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้หลัก 5 แห่ง ได้แก่

  1. พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ 
  1. พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา 
  1. พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ 
  1. พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า 
  1. ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต (Futurium) (พิพิธภัณฑ์แห่งที่ 5) 

CMC Group ผนึก ม.สวนดุสิต ปั้น “Business Lab” ในโครงการอสังหาฯ จริง เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาโชว์กึ๋นคอนเทนต์ “คอนโดใกล้รถไฟฟ้า” และ “คอนโดเลี้ยงสัตว์ได้” สร้าง Portfolio

ข่าวประชาสัมพันธ์ : บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) 

กรุงเทพมหานคร – บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) หรือ CMC Group ผู้นำด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย จับมือพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สาขาการตลาด เปิดตัวโครงการ “CMC Student Affiliate Marketing” เพื่อสร้างสนามทดลองธุรกิจจริงให้นักศึกษาได้ลงมือทำ Content Marketing อย่างเต็มรูปแบบ 
 
โครงการนี้เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าถึงพื้นที่จริง (On-Site Field Work) เพื่อผลิตสื่อมาร์เก็ตติ้งในโครงการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นชุดข้อมูลจริงที่ใช้ในการทำตลาด 

เจาะกลุ่มคนเมืองกับ “คอนโดใกล้รถไฟฟ้า”: นักศึกษาจะได้วางแผนกลยุทธ์ Content Marketing ให้กับโครงการทำเลศักยภาพอย่าง เดอะ เคลฟ ริเวอร์ไลน์ เจ้าพระยา-พระนครเหนือ ที่ตั้งอยู่ใกล้รถไฟฟ้า MRT แยกติวานนท์ และ ชาโตว์ อินทาวน์ ปิ่นเกล้า-ศิริราช ที่ใกล้ MRT บางยี่ขัน เพื่อเรียนรู้การนำเสนอความสะดวกสบายในการเดินทาง 

เอาใจคนรักสัตว์กับ “คอนโดและบ้านเลี้ยงสัตว์ได้”: ให้นักศึกษาได้ปลดปล่อยไอเดียผ่านโครงการ ชาโตว์ วิลเลจ เวสต์เกต-บ้านกล้วย ทาวน์โฮมหน้ากว้างพรีเมียมที่ชูจุดเด่น “เลี้ยงสัตว์ได้จุใจ” พร้อมมี Pet Park ในส่วนกลาง ตอบรับเทรนด์สัตว์เลี้ยง (Pet Humanization) ที่กำลังมาแรง 

นางสาวอนงค์ลักษณ์ แพทยานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน)  กล่าว การที่ CMC เลือกจับมือกับ ม.สวนดุสิต มีเหตุผลสำคัญที่มุ่งเน้นการสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน เพื่อเปลี่ยนนักศึกษาให้เป็นบุคลากรที่มี ทักษะดิจิทัล มีวินัย และพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศตั้งแต่วันนี้ ทลายกำแพงทฤษฎีด้วย Project-Based Learning: ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง “ตำราในห้องเรียน” กับ “โลกธุรกิจจริง” โดยใช้โครงการระดับพรีเมียมของ CMC เป็นกรณีศึกษาและพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) ในการฝึกปฏิบัติ นักศึกษาจะได้รับการสนับสนุนเครื่องมือและข้อมูลโครงการที่ถูกต้องจากระบบของ CMC พร้อมโอกาสในการสร้าง Portfolio และยังได้รับผลตอบแทนจริงเป็นค่าแนะนำ (Commission)  

สร้างรายได้จริง 50,000 บาท/ยูนิต บน “The Creative Canvas” ความโดดเด่นของโครงการนี้คือการมอบ “The Creative Canvas” หรืออิสระทางความคิดให้นักศึกษาผลิต Content ได้ทุกรูปแบบ ทั้งวิดีโอสั้น, การไลฟ์สด (Live Streaming) และบทความ SEO โดยมีผลตอบแทนที่จับต้องได้จริง ค่าแนะนำ (Commission) รับสูงสุดถึง 50,000 บาท ต่อ ยูนิต เมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์จริงจากผลงานของนักศึกษา พร้อมรางวัลพิเศษรายเดือน: เช่น รางวัล Viral Impact สำหรับคอนเทนต์ที่มี Engagement สูงสุด และรางวัลทีมที่ขยันผลิต Content มากที่สุด 

ผู้บริหาร CMC Group และ คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ต่างเล็งเห็นว่าโครงการนี้จะเป็นการสร้างบุคลากรที่มีทักษะดิจิทัล มีวินัย และพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ถือเป็นโมเดลความร่วมมือที่ได้ประโยชน์ทั้งในเชิงการศึกษาและการสร้างโอกาสทางอาชีพที่แท้จริง 


บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้  
 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม:  
ฝ่ายกลยุทธสื่อสารองค์กร 
ปรัชญาล เลาหศักดาเดช (ฉาย)  098-519-3641  [email protected] 

CMC ยุทธศาสตร์สีเขียว เดินหน้าติดตั้ง Solar Rooftop บนอาคาร ซี.เอ็ม.ซี. ทาวเวอร์ 

กรุงเทพฯ – บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) หรือ CMC  เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ประกาศติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) บนดาดฟ้าอาคารสำนักงานใหญ่ “ซี.เอ็ม.ซี. ทาวเวอร์” ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน และโครงการชาโตว์วิลเลจ เวสต์เกต – บ้านกล้วย โครงการทาวน์โฮม ของ CMC เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง ESG (Environmental, Social, Governance) และตอกย้ำพันธกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) อย่างเป็นรูปธรรม 

การลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่ทวีความรุนแรง จากผลกระทบของสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงในหลายประเทศทั่วเอเชียและยุโรป ขณะเดียวกันปัญหาภาวะโลกร้อน (Global Warming) ก็ทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ภาคธุรกิจต้องร่วมกันลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และหันมาใช้พลังงานสะอาดเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว 

นายแพทย์ วิเชียร แพทยานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) หรือ CMC เปิดเผยว่า “วิกฤตพลังงานในวันนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สงครามในตะวันออกกลางและความผันผวนของราคาน้ำมันสะท้อนให้เห็นว่า ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวอย่างจริงจัง CMC ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงเดินหน้าลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปบนอาคารสำนักงานใหญ่ของเราเอง และโครงการชาโตว์วิลเลจ เวสต์เกต – บ้านกล้วย ภายใต้ชื่อโครงการ “Light the Future – ประหยัดไฟ ใส่ใจโลก” ของ CMC เพื่อเป็นต้นแบบให้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์ในเครือ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ” 

อาคารซีเอ็มซี ทาวเวอร์ 

โครงการชาโตว์วิลเลจ เวสต์เกต– บ้านกล้วย

โครงการ Solar Rooftop ของอาคาร ซี.เอ็ม.ซี. ทาวเวอร์ ใช้เทคโนโลยีแผงโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูง พร้อมระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) และอินเวอร์เตอร์อัจฉริยะ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้พลังงานของอาคารสำนักงานอย่างมีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมง โดยคาดว่าจะช่วยให้บริษัทฯ ประหยัดค่าไฟฟ้าได้กว่า 342,000 บาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Footprint) ได้ประมาณ 36.6 ตัน CO₂e ต่อปี เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 1,665 ต้น*  
(*ตัวเลขประมาณการอยู่ระหว่างการสรุปข้อมูลทางเทคนิคและจะเปิดเผยอย่างเป็นทางการอีกครั้ง) 

การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ CMC ในการยกระดับองค์กรสู่มาตรฐานสากลด้านความยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย และเป็นการยืนยันถึงวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำด้านการพัฒนาการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน ที่ผสมผสานนวัตกรรม คุณภาพชีวิต และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว 


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 

ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) 

909/1 อาคาร ซี.เอ็ม.ซี. ทาวเวอร์ ชั้น 6 ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน แขวงดาวคะนอง เขตธนบุรี กรุงเทพฯ 10600 
โทร. 098-519-3641 | เว็บไซต์: www.cmc.co.th 

“ติดโซล่าเซลล์ vs จ่ายค่าไฟเฉยๆ แบบไหนคือทางรอดของปี 2026?”

“ติดโซล่าเซลล์ vs จ่ายค่าไฟเฉยๆ แบบไหนคือทางรอดของปี 2026?”

คุณกำลังจ่ายเงินให้กับระบบที่ต้นทุนการผลิตผันผวนตามราคาเชื้อเพลิงโลก ซึ่งคุณควบคุมไม่ได้เลย Solar: คือการสร้าง

“Innovation Pipeline” ให้กับบ้านคุณเอง เป็นการลงทุนครั้งเดียวเพื่อหยุดความผันผวนในระยะยาว

  • ระยะสั้น: จ่ายค่าไฟเดือนละ 4,000.- ผ่านไป 10 ปี คุณจ่ายทิ้ง 480,000.- (ยังไม่รวมค่า FT ที่เพิ่มขึ้น)
  • ระยะยาว: ลงทุนระบบโซล่าเซลล์ (ประมาณ 1.5 – 2 แสน) คืนทุนภายใน 5-7 ปี หลังจากนั้นคือ “กำไร” จากพลังงานฟรีไปอีก 15-20 ปี

เจาะลึกกลยุทธ์ Solar Investment vs. Traditional Grid”เมื่อการประหยัดไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือการปรับกลยุทธ์เพื่อชัยชนะในระยะยาว”

กลยุทธ์ Solar Investment จากผู้ซื้อพลังงาน สู่ผู้คุมเกมเศรษฐกิจในบ้านคุณ ในโลกปัจจุบันที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง การรักษาความสำเร็จในฐานะผู้นำนวัตกรรมจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ที่มองเห็นโอกาสและเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่เสมอ การติดโซล่าเซลล์ในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของพลังงาน แต่คือการสร้างกลไกการตรวจสอบและใช้ประโยชน์จากแนวโน้มตลาดเพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน

องค์กรที่ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล เช่น Apple หรือ Google มักจะเป็นผู้ที่ก้าวไปข้างหน้าก่อนเทรนด์จะมาถึงเสมอ โดยการระบุความต้องการที่ซ่อนอยู่ของผู้บริโภค สำหรับเจ้าของบ้านในยุคค่าไฟผันผวน ความต้องการที่แท้จริงไม่ใช่แค่ “ไฟฟ้า” แต่คือ “เสถียรภาพทางการเงิน” ที่มักถูกกระทบจากปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้

การวิเคราะห์เทรนด์เริ่มต้นจากการมองหา “Weak Signals” หรือสัญญาณอ่อนๆ ของอนาคต เช่น การเพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และนโยบาย Carbon Tax ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าความต้องการไฟฟ้าในบ้านจะพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด หากเรายังพึ่งพาโครงข่ายไฟฟ้าแบบเดิม (Grid) เราจะตกอยู่ในสภาวะที่ต้องยอมรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามกระแสโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในทางกลับกัน การลงทุนในระบบโซล่าเซลล์คือการสร้าง “Innovation Pipeline” หรือท่อส่งนวัตกรรมให้กับที่อยู่อาศัย เทรนด์สเกาท์มองว่าการทำความเข้าใจความต้องการพื้นฐานของผู้บริโภค เช่น ความต้องการความเรียบง่ายหรือการทำงานอัตโนมัติ (Automation) เป็นตัวขับเคลื่อนนวัตกรรมที่ส่งผลกระทบมากที่สุด ซึ่งระบบโซล่าเซลล์อัจฉริยะที่บริหารจัดการพลังงานเองได้นั้นตอบโจทย์นี้โดยตรง

ข้อมูลเชิงลึกจากการสำรวจพบว่า นวัตกรรมที่จะปฏิวัติอุตสาหกรรมมักเกิดจากการวิเคราะห์สิ่งที่ผู้บริโภคเลือกในวันนี้เพื่อพยากรณ์สิ่งที่เขาต้องการในอนาคต การเปลี่ยนจากผู้ซื้อพลังงาน (Consumer) มาเป็นผู้ผลิตและบริหารพลังงานเอง (Prosumer) คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะสร้างความแตกต่างระหว่าง “บ้านทั่วไป” กับ “บ้านนวัตกรรม” ที่มีมูลค่าสูงขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์

หากเปรียบเทียบในเชิงข้อมูล การจ่ายค่าไฟแบบเดิมคือรายจ่ายที่สูญเปล่า (Sunk Cost) ในขณะที่โซล่าเซลล์คือสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทน (Asset) โดย Cicero Institute เน้นการใช้ข้อมูลสถิติเพื่อนำทางกลยุทธ์ ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ของโซล่าเซลล์ในปัจจุบันให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 12-15% ต่อปี สูงกว่าการฝากเงินหรือการลงทุนที่มีความเสี่ยงหลายประเภท

นอกเหนือจากตัวเลข การมีวิสัยทัศน์ในการนำนวัตกรรมมาสู่ตลาดคือสิ่งที่สร้างความแตกต่าง เช่นเดียวกับที่สายการบินชั้นนำใช้เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเพื่อระบุโอกาสใหม่ๆ เจ้าของโครงการบ้านที่ติดตั้งโซล่าเซลล์เป็นมาตรฐานกำลังสร้าง “Value Proposition” ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองของลูกค้า (Unmet Needs) ได้อย่างยอดเยี่ยม

เทรนด์สเกาท์มืออาชีพมักสังเกตจากข่าวสารอุตสาหกรรมซึ่งชี้ชัดว่า เทคโนโลยีแบตเตอรี่เก็บไฟกำลังมีราคาถูกลงเรื่อยๆ ทำให้การติดตั้งระบบ Solar Hybrid กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ (New Normal) ของโลก การตัดสินใจในวันนี้จึงเป็นการตัดสินใจเพื่อที่จะ “เป็นผู้นำ” แทนที่จะ “เป็นผู้ตาม” ในวันที่ทุกคนเริ่มทำตามกันหมดแล้ว

การนำเสนอข้อมูลผ่านตัวเลขเปรียบเทียบที่ชัดเจน จะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นนวัตกรรมที่สามารถสัมผัสและได้รับประโยชน์ได้ทันที สรุปได้ว่า การเปรียบเทียบระหว่าง Grid vs Solar คือการเลือกระหว่าง “ความคุ้นชินแบบเดิมที่แพงขึ้น” กับ “นวัตกรรมใหม่ที่สร้างกำไร”

ผู้ที่มีวิสัยทัศน์และคาดการณ์ความต้องการในอนาคตได้ก่อน จะเป็นผู้ที่ครองความได้เปรียบและสามารถกำหนดทิศทางชีวิตรวมถึงการลงทุนได้อย่างยั่งยืน ในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ครับ


ติดตามข้อมูลข่าวสารหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.cmc.co.th หรือ Call center 1172 และ
Facebook Fanpage : CMC Group
(*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด)

TAGS: #โซล่าเซลล์ #ประหยัดค่าไฟ #TrendScouting #นวัตกรรมเพื่อชีวิต #พลังงานสะอาด #ลงทุนกับบ้าน #บ้านเย็นประหยัดพลังงาน #ค่าไฟแพง #SmartHomeThailand #CiceroInstitute