CMC Group ผนึก ม.สวนดุสิต ปั้น “Business Lab” ในโครงการอสังหาฯ จริง เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาโชว์กึ๋นคอนเทนต์ “คอนโดใกล้รถไฟฟ้า” และ “คอนโดเลี้ยงสัตว์ได้” สร้าง Portfolio

ข่าวประชาสัมพันธ์ : บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) 

กรุงเทพมหานคร – บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) หรือ CMC Group ผู้นำด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย จับมือพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สาขาการตลาด เปิดตัวโครงการ “CMC Student Affiliate Marketing” เพื่อสร้างสนามทดลองธุรกิจจริงให้นักศึกษาได้ลงมือทำ Content Marketing อย่างเต็มรูปแบบ 
 
โครงการนี้เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าถึงพื้นที่จริง (On-Site Field Work) เพื่อผลิตสื่อมาร์เก็ตติ้งในโครงการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นชุดข้อมูลจริงที่ใช้ในการทำตลาด 

เจาะกลุ่มคนเมืองกับ “คอนโดใกล้รถไฟฟ้า”: นักศึกษาจะได้วางแผนกลยุทธ์ Content Marketing ให้กับโครงการทำเลศักยภาพอย่าง เดอะ เคลฟ ริเวอร์ไลน์ เจ้าพระยา-พระนครเหนือ ที่ตั้งอยู่ใกล้รถไฟฟ้า MRT แยกติวานนท์ และ ชาโตว์ อินทาวน์ ปิ่นเกล้า-ศิริราช ที่ใกล้ MRT บางยี่ขัน เพื่อเรียนรู้การนำเสนอความสะดวกสบายในการเดินทาง 

เอาใจคนรักสัตว์กับ “คอนโดและบ้านเลี้ยงสัตว์ได้”: ให้นักศึกษาได้ปลดปล่อยไอเดียผ่านโครงการ ชาโตว์ วิลเลจ เวสต์เกต-บ้านกล้วย ทาวน์โฮมหน้ากว้างพรีเมียมที่ชูจุดเด่น “เลี้ยงสัตว์ได้จุใจ” พร้อมมี Pet Park ในส่วนกลาง ตอบรับเทรนด์สัตว์เลี้ยง (Pet Humanization) ที่กำลังมาแรง 

นางสาวอนงค์ลักษณ์ แพทยานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน)  กล่าว การที่ CMC เลือกจับมือกับ ม.สวนดุสิต มีเหตุผลสำคัญที่มุ่งเน้นการสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน เพื่อเปลี่ยนนักศึกษาให้เป็นบุคลากรที่มี ทักษะดิจิทัล มีวินัย และพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศตั้งแต่วันนี้ ทลายกำแพงทฤษฎีด้วย Project-Based Learning: ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง “ตำราในห้องเรียน” กับ “โลกธุรกิจจริง” โดยใช้โครงการระดับพรีเมียมของ CMC เป็นกรณีศึกษาและพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) ในการฝึกปฏิบัติ นักศึกษาจะได้รับการสนับสนุนเครื่องมือและข้อมูลโครงการที่ถูกต้องจากระบบของ CMC พร้อมโอกาสในการสร้าง Portfolio และยังได้รับผลตอบแทนจริงเป็นค่าแนะนำ (Commission)  

สร้างรายได้จริง 50,000 บาท/ยูนิต บน “The Creative Canvas” ความโดดเด่นของโครงการนี้คือการมอบ “The Creative Canvas” หรืออิสระทางความคิดให้นักศึกษาผลิต Content ได้ทุกรูปแบบ ทั้งวิดีโอสั้น, การไลฟ์สด (Live Streaming) และบทความ SEO โดยมีผลตอบแทนที่จับต้องได้จริง ค่าแนะนำ (Commission) รับสูงสุดถึง 50,000 บาท ต่อ ยูนิต เมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์จริงจากผลงานของนักศึกษา พร้อมรางวัลพิเศษรายเดือน: เช่น รางวัล Viral Impact สำหรับคอนเทนต์ที่มี Engagement สูงสุด และรางวัลทีมที่ขยันผลิต Content มากที่สุด 

ผู้บริหาร CMC Group และ คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ต่างเล็งเห็นว่าโครงการนี้จะเป็นการสร้างบุคลากรที่มีทักษะดิจิทัล มีวินัย และพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ถือเป็นโมเดลความร่วมมือที่ได้ประโยชน์ทั้งในเชิงการศึกษาและการสร้างโอกาสทางอาชีพที่แท้จริง 


บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้  
 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม:  
ฝ่ายกลยุทธสื่อสารองค์กร 
ปรัชญาล เลาหศักดาเดช (ฉาย)  098-519-3641  [email protected] 

CMC ยุทธศาสตร์สีเขียว เดินหน้าติดตั้ง Solar Rooftop บนอาคาร ซี.เอ็ม.ซี. ทาวเวอร์ 

กรุงเทพฯ – บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) หรือ CMC  เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ประกาศติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) บนดาดฟ้าอาคารสำนักงานใหญ่ “ซี.เอ็ม.ซี. ทาวเวอร์” ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน และโครงการชาโตว์วิลเลจ เวสต์เกต – บ้านกล้วย โครงการทาวน์โฮม ของ CMC เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง ESG (Environmental, Social, Governance) และตอกย้ำพันธกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) อย่างเป็นรูปธรรม 

การลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่ทวีความรุนแรง จากผลกระทบของสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงในหลายประเทศทั่วเอเชียและยุโรป ขณะเดียวกันปัญหาภาวะโลกร้อน (Global Warming) ก็ทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ภาคธุรกิจต้องร่วมกันลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และหันมาใช้พลังงานสะอาดเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว 

นายแพทย์ วิเชียร แพทยานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) หรือ CMC เปิดเผยว่า “วิกฤตพลังงานในวันนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สงครามในตะวันออกกลางและความผันผวนของราคาน้ำมันสะท้อนให้เห็นว่า ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวอย่างจริงจัง CMC ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงเดินหน้าลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปบนอาคารสำนักงานใหญ่ของเราเอง และโครงการชาโตว์วิลเลจ เวสต์เกต – บ้านกล้วย ภายใต้ชื่อโครงการ “Light the Future – ประหยัดไฟ ใส่ใจโลก” ของ CMC เพื่อเป็นต้นแบบให้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์ในเครือ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ” 

อาคารซีเอ็มซี ทาวเวอร์ 

โครงการชาโตว์วิลเลจ เวสต์เกต– บ้านกล้วย

โครงการ Solar Rooftop ของอาคาร ซี.เอ็ม.ซี. ทาวเวอร์ ใช้เทคโนโลยีแผงโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูง พร้อมระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) และอินเวอร์เตอร์อัจฉริยะ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้พลังงานของอาคารสำนักงานอย่างมีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมง โดยคาดว่าจะช่วยให้บริษัทฯ ประหยัดค่าไฟฟ้าได้กว่า 342,000 บาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Footprint) ได้ประมาณ 36.6 ตัน CO₂e ต่อปี เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 1,665 ต้น*  
(*ตัวเลขประมาณการอยู่ระหว่างการสรุปข้อมูลทางเทคนิคและจะเปิดเผยอย่างเป็นทางการอีกครั้ง) 

การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ CMC ในการยกระดับองค์กรสู่มาตรฐานสากลด้านความยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย และเป็นการยืนยันถึงวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำด้านการพัฒนาการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน ที่ผสมผสานนวัตกรรม คุณภาพชีวิต และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว 


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 

ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) 

909/1 อาคาร ซี.เอ็ม.ซี. ทาวเวอร์ ชั้น 6 ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน แขวงดาวคะนอง เขตธนบุรี กรุงเทพฯ 10600 
โทร. 098-519-3641 | เว็บไซต์: www.cmc.co.th 

“ติดโซล่าเซลล์ vs จ่ายค่าไฟเฉยๆ แบบไหนคือทางรอดของปี 2026?”

“ติดโซล่าเซลล์ vs จ่ายค่าไฟเฉยๆ แบบไหนคือทางรอดของปี 2026?”

คุณกำลังจ่ายเงินให้กับระบบที่ต้นทุนการผลิตผันผวนตามราคาเชื้อเพลิงโลก ซึ่งคุณควบคุมไม่ได้เลย Solar: คือการสร้าง

“Innovation Pipeline” ให้กับบ้านคุณเอง เป็นการลงทุนครั้งเดียวเพื่อหยุดความผันผวนในระยะยาว

  • ระยะสั้น: จ่ายค่าไฟเดือนละ 4,000.- ผ่านไป 10 ปี คุณจ่ายทิ้ง 480,000.- (ยังไม่รวมค่า FT ที่เพิ่มขึ้น)
  • ระยะยาว: ลงทุนระบบโซล่าเซลล์ (ประมาณ 1.5 – 2 แสน) คืนทุนภายใน 5-7 ปี หลังจากนั้นคือ “กำไร” จากพลังงานฟรีไปอีก 15-20 ปี

เจาะลึกกลยุทธ์ Solar Investment vs. Traditional Grid”เมื่อการประหยัดไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือการปรับกลยุทธ์เพื่อชัยชนะในระยะยาว”

กลยุทธ์ Solar Investment จากผู้ซื้อพลังงาน สู่ผู้คุมเกมเศรษฐกิจในบ้านคุณ ในโลกปัจจุบันที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง การรักษาความสำเร็จในฐานะผู้นำนวัตกรรมจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ที่มองเห็นโอกาสและเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่เสมอ การติดโซล่าเซลล์ในวันนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของพลังงาน แต่คือการสร้างกลไกการตรวจสอบและใช้ประโยชน์จากแนวโน้มตลาดเพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน

องค์กรที่ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล เช่น Apple หรือ Google มักจะเป็นผู้ที่ก้าวไปข้างหน้าก่อนเทรนด์จะมาถึงเสมอ โดยการระบุความต้องการที่ซ่อนอยู่ของผู้บริโภค สำหรับเจ้าของบ้านในยุคค่าไฟผันผวน ความต้องการที่แท้จริงไม่ใช่แค่ “ไฟฟ้า” แต่คือ “เสถียรภาพทางการเงิน” ที่มักถูกกระทบจากปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้

การวิเคราะห์เทรนด์เริ่มต้นจากการมองหา “Weak Signals” หรือสัญญาณอ่อนๆ ของอนาคต เช่น การเพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และนโยบาย Carbon Tax ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าความต้องการไฟฟ้าในบ้านจะพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด หากเรายังพึ่งพาโครงข่ายไฟฟ้าแบบเดิม (Grid) เราจะตกอยู่ในสภาวะที่ต้องยอมรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามกระแสโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในทางกลับกัน การลงทุนในระบบโซล่าเซลล์คือการสร้าง “Innovation Pipeline” หรือท่อส่งนวัตกรรมให้กับที่อยู่อาศัย เทรนด์สเกาท์มองว่าการทำความเข้าใจความต้องการพื้นฐานของผู้บริโภค เช่น ความต้องการความเรียบง่ายหรือการทำงานอัตโนมัติ (Automation) เป็นตัวขับเคลื่อนนวัตกรรมที่ส่งผลกระทบมากที่สุด ซึ่งระบบโซล่าเซลล์อัจฉริยะที่บริหารจัดการพลังงานเองได้นั้นตอบโจทย์นี้โดยตรง

ข้อมูลเชิงลึกจากการสำรวจพบว่า นวัตกรรมที่จะปฏิวัติอุตสาหกรรมมักเกิดจากการวิเคราะห์สิ่งที่ผู้บริโภคเลือกในวันนี้เพื่อพยากรณ์สิ่งที่เขาต้องการในอนาคต การเปลี่ยนจากผู้ซื้อพลังงาน (Consumer) มาเป็นผู้ผลิตและบริหารพลังงานเอง (Prosumer) คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะสร้างความแตกต่างระหว่าง “บ้านทั่วไป” กับ “บ้านนวัตกรรม” ที่มีมูลค่าสูงขึ้นในตลาดอสังหาริมทรัพย์

หากเปรียบเทียบในเชิงข้อมูล การจ่ายค่าไฟแบบเดิมคือรายจ่ายที่สูญเปล่า (Sunk Cost) ในขณะที่โซล่าเซลล์คือสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทน (Asset) โดย Cicero Institute เน้นการใช้ข้อมูลสถิติเพื่อนำทางกลยุทธ์ ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ของโซล่าเซลล์ในปัจจุบันให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 12-15% ต่อปี สูงกว่าการฝากเงินหรือการลงทุนที่มีความเสี่ยงหลายประเภท

นอกเหนือจากตัวเลข การมีวิสัยทัศน์ในการนำนวัตกรรมมาสู่ตลาดคือสิ่งที่สร้างความแตกต่าง เช่นเดียวกับที่สายการบินชั้นนำใช้เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเพื่อระบุโอกาสใหม่ๆ เจ้าของโครงการบ้านที่ติดตั้งโซล่าเซลล์เป็นมาตรฐานกำลังสร้าง “Value Proposition” ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองของลูกค้า (Unmet Needs) ได้อย่างยอดเยี่ยม

เทรนด์สเกาท์มืออาชีพมักสังเกตจากข่าวสารอุตสาหกรรมซึ่งชี้ชัดว่า เทคโนโลยีแบตเตอรี่เก็บไฟกำลังมีราคาถูกลงเรื่อยๆ ทำให้การติดตั้งระบบ Solar Hybrid กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ (New Normal) ของโลก การตัดสินใจในวันนี้จึงเป็นการตัดสินใจเพื่อที่จะ “เป็นผู้นำ” แทนที่จะ “เป็นผู้ตาม” ในวันที่ทุกคนเริ่มทำตามกันหมดแล้ว

การนำเสนอข้อมูลผ่านตัวเลขเปรียบเทียบที่ชัดเจน จะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นนวัตกรรมที่สามารถสัมผัสและได้รับประโยชน์ได้ทันที สรุปได้ว่า การเปรียบเทียบระหว่าง Grid vs Solar คือการเลือกระหว่าง “ความคุ้นชินแบบเดิมที่แพงขึ้น” กับ “นวัตกรรมใหม่ที่สร้างกำไร”

ผู้ที่มีวิสัยทัศน์และคาดการณ์ความต้องการในอนาคตได้ก่อน จะเป็นผู้ที่ครองความได้เปรียบและสามารถกำหนดทิศทางชีวิตรวมถึงการลงทุนได้อย่างยั่งยืน ในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ครับ


ติดตามข้อมูลข่าวสารหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.cmc.co.th หรือ Call center 1172 และ
Facebook Fanpage : CMC Group
(*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด)

TAGS: #โซล่าเซลล์ #ประหยัดค่าไฟ #TrendScouting #นวัตกรรมเพื่อชีวิต #พลังงานสะอาด #ลงทุนกับบ้าน #บ้านเย็นประหยัดพลังงาน #ค่าไฟแพง #SmartHomeThailand #CiceroInstitute